Tag Archives: Stockholm

เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 3: ระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัย

อย่างที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การศึกษาของประเทศสวีเดนนั้นมีมาตรฐานที่สูงมาก และในวันนี้ผมก็จะพูดเรื่องระบบการศึกษาของประเทศนี้พอสังเขปนะครับ ว่าทำไมเค้าถึงได้มีการศึกษาที่ดีมากๆ (ในมุมมองส่วนตัวของผมเองนะ)

เวลาเรียนน้อย แต่ลงมือทำเยอะ

ที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน จะแบ่งออกเป็นปีละ 4 period โดยแต่ละ period จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งในแต่ period จะลงเรียนได้ 2 วิชา ตรงนี้มันจะแตกต่างจาก ป.ตรี ไทย ที่ผมเคยเรียน เพราะในช่วงเรียน ป.ตรี นั้นแบ่งเป็น 2 เทอม โดยแต่ละเทอมใช้เวลา 4 เดือน และต้องลงเรียน 4 วิชา โดยส่วนตัวแล้วผมชอบการจัดเวลาเรียนของสวีเดนมากกว่าไทย แม้ว่าใน 4 เดือนนี้จะเรียนทั้งหมด 4 ตัวเหมือนกัน แต่การที่เรียนทีละ 2 ตัวและใช้เวลาระยะสั้น ผมว่ามันทำให้เราโฟกัสกับวิชาที่เรียนได้มากกว่า อีกทั้งเวลาสอบ ก็ไม่ต้องไปอ่านหนังสือ 4 วิชาพร้อมกัน ผมว่ามันสบายกว่า แต่ที่มันจะหนักกว่าก็คือ ระยะเวลาเรียนมันจะสั้นมาก พูดง่ายๆว่าเรียน 5 ครั้งนี่ อาจารย์ก็สอนไปครึ่งหนึ่งของเนื้อหาวิชาละ ดังนั้นถ้าไม่ตั้งใจเรียน หรือโดดเรียนสัก 2 คาบ นี่ผมบอกเลยว่ายากที่จะสอบผ่าน  และแทบทุกวิชา อาจารย์มีเวลาสอนน้อยมาก คือประมาณ 4 ชม ต่อสัปดาห์ และเน้นหนักไปทางให้งานมาทำ คือจริงๆมันไม่เยอะหรอก แต่กว่าที่จะทำเสร็จ มันใช้เวลานาน ในช่วงที่ผมไปเรียนแรกๆ ดูตารางเรียน รู้สึกว่า เวลาเรียนน้อย เวลาว่างเยอะจัง .. แต่เมื่อเรียนจริงๆกลับกลายเป็นว่า เวลาว่างที่เหลือส่วนใหญ่ หมดไปกับการทำการบ้าน หรือโปรเจคที่อาจารย์ให้มา .. เนื่องจากจะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าด้วยตัวเองเยอะพอสมควร ถึงจะสามารถทำได้

การสอนที่นี่จะเน้นให้นักเรียนไปค้นคว้าด้วยตัวเอง ถ้าติดปัญหาค่อยไปถามอาจารย์ ซึ่งมันค่อนข้างจะต่างกับไทยมากพอสมควร ที่อาจารย์จะเป็นผู้ที่ป้อนทุกสิ่งทุกอย่างให้นักเรียน เมื่อนักเรียนถูกฝึกให้ต้องค้นคว้าด้วยตัวเอง และเค้าจะไม่บ่นเลยครับว่า .. “ให้งานอะไรมา อาจารย์ไม่เห็นสอนเลย” เพราะนักเรียนมีหน้าที่จะต้องไปค้นคว้าแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  ข้อดีของการค้นคว้าและหาคำตอบด้วยตัวเอง มันดีมากๆนะครับ อย่างแรกคือ เราได้คุยกับเพื่อนแลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่างที่สองมันจำได้ขึ้นใจเพราะเราต้องเป็นคนหาคำตอบมาด้วยตัวเอง

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าสวีเดนไม่มี กวดวิชาแบบไทย แต่ทำไมนักเรียนเค้ามีคุณภาพกว่าเรา คือพูดง่ายๆว่านักเรียนไทยเรียนหนัก แต่กลับ มีความรู้น้อย .. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นักเรียนไทยนั้น ถูกสอนมาเพื่อทำข้อสอบ .. จำแต่สูตรลัด .. ซึ่งมันต่างกับสวีเดน ที่เค้าเน้นพื้นฐานและการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง

การทุจริตเป็นเรื่องที่น่าละอาย

มันเป็นเรื่อง ปกติ ในสังคมบ้านเราคือ นักเรียนลอกการบ้าน ลอกข้อสอบ .. แต่ในสวีเดนการลอกอะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าละอายมาก คือนักเรียนสวีเดน แทบจะไม่ลอกหรือทำเรื่องทุจริตเลย ไม่ใช่ว่ามันไม่มีโอกาส แต่ต่อให้มีโอกาส เค้าก็ไม่ทำครับ มีครั้งหนึ่งที่อาจารย์ให้การบ้านมา และผมทำเสร็จแล้ว .. เพื่อนถามผมว่า ข้อนี้แก้ยังไง ช่วยอธิบายให้เค้าฟังหน่อย .. พอผมบอกว่า เอางานผมไปดูไหม ? คำตอบที่ผมได้รับมาคือ .. เค้าไม่ต้องการจะลอกงานผม เค้าแค่อยากจะให้ผมอธิบาย ว่าหาคำตอบมาได้ยังไง .. หรือควรจะไปอ่านอะไรเพิ่มเติม .. คำตอบแบบนี้ผมไม่เคยได้ยินเลยในช่วงที่เรียน ป.ตรี  และนั่นแหละครับ เพราะว่าเค้าไม่ลอกกัน ดังนั้นแล้ว ในบางวิชาจะมี Take home exam คือ เป็นการสอบแบบ เอาไปทำที่บ้าน .. คือ อาจารย์เค้าไม่ต้องกลัวเลยครับว่านักเรียนจะลอกกัน .. เพราะเค้าไม่ทำครับ ฉะนั้น อย่าแปลกใจ ที่ทำไมสวีเดนเป็นประเทศ ที่มีการคอรับชั่นน้อยมากๆ

เป็นนักเรียนต้องหัดถาม และกล้าแสดงออก การโต้เถียงกับอาจารย์เป็นสิ่งที่ดี

ผมจำได้ว่าสมัยเรียน มัธยม .. อาจารย์ถามว่า
“มีใครไม่เข้าใจ”
พอผมยกมือถาม อาจารย์ก็จะบอกว่า “แล้วทำไมเธอไม่ตั้งใจฟัง”
คือแทนที่ผมจะได้รับการอธิบาย แต่กลายเป็นโดนด่าซะงั้น แล้วแบบนี้ใครจะไปอยากยกมือถาม

หรืออีกกรณีคือ เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกอาจารย์ว่า . อาจารย์สอนผิด .. แต่อาจารย์กลับพูดว่า

“ถ้าเธอเก่งนักก็มาสอนแทนครู”

คือจากการที่เราไม่เข้าใจ และโต้เถียงในสิ่งที่อาจารย์สอน กลับกลายเป็น เราทำความผิดที่ไปโต้เถียงซะงั้น

แต่ที่สวีเดนการโต้เถียงอาจารย์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไรเลย มันมีบ่อยครั้งมาก ที่นักเรียนโต้เถียงอาจารย์ว่าสอนผิด และการโต้เถียงเป็นสิ่งที่อาจารย์ที่นี่ชอบมาก ยิ่งถ้านักเรียนถามเยอะๆ นี่อาจารย์จะยิ่งชอบ ประโยชน์ของการถามคือมันทำให้เราได้คิดตาม และทบทวนสิ่งที่เราได้เรียนไปว่า เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า

อาจารย์เก่งมาก และมีประสบการณ์การทำงานที่โคตรเจ๋ง

คือต้องบอกเลยว่า อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนนั้นระดับเทพทั้งนั้น ที่ต้องเรียกว่าเทพก็เพราะว่า อาจารย์ที่สอนที่มหาลัยส่วนมากเป็น Professor ทั้งนั้นเลย และอาจารย์แต่ละท่านที่จะมาสอนในมหาวิทยาลัย KTH ที่ผมเรียนนั้นล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์การทำงานอันโชกโชน และมีงานวิจัยที่ต้องร้องว้าวเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น วิชา Sensor Based System อาจารย์ที่สอนคือ หนึ่งในทีมที่ประดิษฐ์ Optical Mouse ครับ คือฟังดูแล้วมันแบบว่า เจ๋งมากใช่ไหมละ ที่เราได้จะเรียนกับคนที่ประดิษฐ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชิ้นนี้ขึ้นมา เรียกได้ว่านอกจากเก่งในตำราแล้วเรื่องประสบการณ์การทำงานก็แจ่มมาก ซึ่งประสบการณ์การทำงานของอาจารย์นี่สำคัญมากนะครับ เพราะว่ามันเป็นความรู้และประสบการณ์ที่อยู่นอกเหนือตำรา ซึ่งอาจารย์จะสามารถอธิบายให้เราได้ชัดเจนมากว่า ไอ้ที่เรียนๆไปเนี่ย จะเอาไปใช้ยังไง มองเห็นภาพเป็นฉากๆ

มุ่งเน้นที่การศึกษาจริง ไม่ใช่ การวัดผลจากตัวเลขเกรด

การศึกษาในระดับ มหาวิทยาลัยของสวีเดน นั้นแบ่งเกรดรายวิชาออกเป็น A-E และ F คือไม่ผ่าน แม้ว่าจะมีเกรด A-E แต่กลับ ไม่มีเกรดเฉลี่ย ใช่ฟังไม่ผิดหรอก การเรียนที่นี่ไม่มีเกรดเฉลี่ย และไม่มีการจัดลำดับว่าเราอยู่ที่เท่าไหร่ของชั้นเรียน ผมว่าการที่มันไม่มีการจัดอันดับและเกรดเฉลี่ยนี่มันมีข้อดีหลายอย่างนะ อย่างแรกคือมันทำให้นักเรียนไม่ต้องถูกเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆว่า เป็นนักเรียนที่โง่ บางทีนักเรียนคนนั้นอาจจะเก่งมากในวิชาคณิตศาตร์ แต่วิชาอื่นไม่เก่งเลย .. ทำให้เกรดเฉลี่ยออกมานั้นน้อย ซึ่งในระบบการเรียนที่อิงกับเลข GPA ก็จะตีความว่านักเรียนคนนี้โง่ .. ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย และด้วยการที่มันไม่มีเกรดเฉลี่ยและ ranking ทำให้มันไม่มีเกียรตินิยม

การเรียนของที่นี่มีมาตรฐานสูงมากครับ คือการที่จะสอบผ่าน นั้นยากมาก เพราะฉนั้นนักเรียนที่ได้เกรด E หรือ D ไม่ได้ถือว่านักเรียนคนนั้นเรียนไม่ดีนะ เพราะเกรด E และ D นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก มันแปลได้ว่านักเรียนคนนั้นมีความรู้ผ่านมาตรฐานที่อาจารย์กำหนดแล้ว ส่วนการได้ A นั้นเป็นอะไรที่โคตรยาก เนื่องจากมาตรฐานมันสูงกว่าจะสอบผ่านได้นี่ก็ยาก ดังนั้นก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละ ที่จะได้ F (ผมก็เคยได้) นักเรียนที่ได้ F จะมีสิทธิที่จะสอบใหม่หรือที่เรียกว่า resit , re-exam โดยปกติอาจารย์จะอนุญาติให้สอบใหม่ได้ 2 ครั้ง ถ้าครั้งที่สองไม่ผ่าน ก็ต้องลงเรียนใหม่ และถ้าเกิดว่า เราสอบได้เกรด E , D และอยากจะสอบใหม่ ก็ทำได้อีกเช่นเดียวกัน (แล้วแต่ว่าอาจารย์จะอนุญาติหรือเปล่า ซึ่งปกติแล้วจะให้สอบใหม่ได้ครับ)

ข้อดีอีกอย่างของการที่มันไม่มีเกรดเฉลี่ย คือ นักเรียนเลือกรายวิชาเรียนเพราะสนใจที่จะเรียนจริงๆ ผมจำได้ว่าสมัยเรียน ป.ตรี จะได้ยินเพื่อนๆคุยกันเสมอว่า “เห้ย วิชานี้ได้เกรดง่าย หรือเปล่า อาจารย์ปล่อยเกรดไม๊ ?” คือพูดง่ายๆว่า ต่อให้วิชานั้นมันน่าเรียนแค่ไหน แต่ถ้าได้เกรดยาก นักเรียนก็มักจะไม่เลือกลง แต่ที่สวีเดนนักเรียนเค้าไม่ได้สนใจเลยว่า วิชานี้ได้เกรดง่าย หรือยาก ..  แต่เค้าจะถามว่า .. อาจารย์สอนดีไหม .. เนื้อหาวิชามันน่าสนใจไม๊ .. และจะมีประโยชน์กับเค้าหรือเปล่า เพราะอย่างที่ได้บอกไปคือเค้าไม่ต้องไปสนใจ GPA ไงครับ .. ได้เกรด E หรือ ได้ A ก็แล้วไง ? ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตเลย ที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตคือ สิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานั้นๆ เห็นไม๊ครับว่าแนวคิดของนักเรียนมันสวนทางกับนักเรียนบ้านเราที่เลือกลงเพราะได้เกรดง่าย เนื่องจากเกรดมันมีผลกระทบกับชีวิตนักเรียน .. บางคน เกรดเฉลี่ยสะสมมันน้อยมาก มีโอกาสจะโดนรีไทน์สูง มันก็เลยต้องหาวิชาได้เกรดง่ายๆมาช่วยดึง GPA โดยไม่สนใจเลยว่า เรียนแล้วได้อะไร

แผนการเรียนได้ออกมาแบบมาอย่างดี

อย่างที่ผมได้เคยเล่าไปว่า สมัยช่วงที่เรียน ป.ตรี ปี.2 นั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเรียนวิชา Material Science ไปทำไม และอาจารย์ก็หาคำตอบให้ผมไม่ได้ แต่ที่สวีเดนนี้ วิชาต่างๆจะจัดมาไว้ให้มีความสอดคล้องกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ผมต้องเรียนวิชา Embedded Project คือมันเป็นวิชาที่จะได้ทดลองสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาใช้งาน กินเวลาประมาณ 3 เดือน และแน่นอนว่ามันเป็นโปรเจคที่ต้องทำร่วมกันหลายๆคน ดังนั้นในช่วงที่เรียนนี้ ก็จะมีวิชา Project Management เข้ามาด้วย เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้ในการจัดการโปรเจค

และมันเจ๋งไปกว่านั้นคือ สองวิชานี้ จะมีการทำงานร่วมกันคือ .. วิชา Project Management จะมีนักเรียนจากภาคอื่นที่เรียนเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเข้ามาเรียนด้วย ดังนั้นอาจารย์จะให้นักเรียนภาคอื่นได้ทดลองเป็น Project Manager คอยจัดการปัญหาที่จะเกิดขึ้นในโปรเจค ส่วนนักเรียน Embedded ก็จะเป็นเหมือน Engineer คอยทำงานจริงๆ

นอกไปจากนี้ การทำอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ขึ้นมา จะได้รับ requirement จาก นักศึกษา ป.เอก หรือ อาจารย์ ที่ต้องการอุปกรณ์ชิ้นนั้น เพื่อสนับสนุนงานวิจัยของเค้า . อย่างโปรเจคที่ผมได้ทำ ก็คือ ต้องทำอุปกรณ์ วัด Battery จากรถยนต์ ซึ่งอุปกรณ์นี้ได้รับ requirement มาจากนักเรียน ป.เอก เคมี ที่กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้เสร็จเป็นรูปร่าง ก็จะได้นำไปใช้งานจริงๆ

เมื่อดูสรุป จะเห็นว่า การทำโปรเจคนี้ มันเหมือนการทำงานในบริษัท จริงๆ เพราะ

– มี requirement จาก user จริงๆ
– มี PM คอยจัดการงานบริหาร ช่วยติดต่อ และ ติดตามโปรเจค
– โปรเจคนี้ จะมีนักเรียน ที่เรียน Software และ Hardware มาทำงานร่วมกัน เหมือนเป็นคนละแผนก
– ผลของโปรเจค ได้นำไปใช้งานจริง

IMG_2681

ในรูปเพื่อนผมกำลังบักกรี วงจร ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวัดประสิทธภาพ Battery

IMG_2698

นี่คืออีกหนึ่งโปรเจค ที่ทำเกี่ยวกับระบบ เซ็นเซอร์ เพื่อใช้วัดความสั่นสะเทือนของรางรถไฟ

เน้นย้ำนะครับว่า นี่คือโปรเจครายวิชา ไม่ใช่ thesis แต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้ว่า แค่งานรายวิชา นี่ก็แบบจริงจังกันมาก

IMG_2705 IMG_2703

โครงงานวิชา Embedded Project ที่ผมได้ทำเกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ก็เลยได้ใช้ห้อง KTH Transport Lab จะเห็นว่า ในห้องนี้มีอุปกรณ์และรถต้นแบบ อยู่หลายคัน  อย่างคันสีเขียวอมฟ้าเป็นรถไฟฟ้าต้นแบบ และในช่วงที่ ประธานาธิบดี โอบามา มาเยี่ยมที่ Sweden ก็ได้เคยนำมาแสดงให้เห็นความก้าวหน้าเกี่ยวกับการวิจัยพลังงานของ KTH มาแล้วนะครับ

มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากรัฐบาล

มหาวิทยาลัยที่สวีเดน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในแต่ละปีจะมีเงินในการทำวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยหลายล้านเลยทีเดียว ถ้าเป็นคนสวีเดน จะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนสักบาทเลย ไม่ว่าจะในระดับ มัธยม หรือมหาวิทยาลัย ในกรณีทำ ป.เอก มหาวิทยาลัย จะต้องจ่ายเงินเดือนให้นักเรียนนะครับ เพราะเค้าถือว่า นักเรียน ป.เอก นั้นเป็น เสมือนบุคลากรที่มาช่วยทำวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย ดังนั้นแล้ว การได้รับการตอบรับเรียน ป.เอก นี่ก็เหมือนกับ การได้รับการตอบรับเข้าทำงานกับทางมหาวิทยาลัยในฐานะนักวิจัยเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญเงินเดือนนี่ไม่ได้น้อยเลยนะครับ

อุปกรณ์พร้อม

คงจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า อุปกรณ์ในการเรียนการสอน มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับ การมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้เราเรียนรู้ได้มากกว่า ผมขอยกกรณี ตัวอย่าง ให้ฟังนะครับ อย่างวิชา Computer Interaction นี่ก็จะมีของเล่นใน Lab เยอะมากๆ เช่น Kinect  (กล้องจับการเคลื่อนไหว) หรือ Haptic อุปกรณ์จำลองแรงตอบสนอง , Interactive Monitor , อุปกรณ์จับคลื่สมอง คือมันมีให้เล่นเยอะมากๆ หรืออย่างในห้อง Computer (ไม่ใช่ห้อง Lab Com นะครับ) ก็จะมีบริการ Scanner ให้นักเรียนได้ใช้ฟรีๆ หรือถ้าเกิดอยากจะพริ้นเอกสารก็ทำได้ฟรี แต่มีโควต้าจำกัด หรือในส่วนของทาง Software ก็มีให้พร้อม อย่างที่มหาวิทยลัยของผมนี่นักเรียนจะสามารถโหลด Software จาก Microsoft ได้ฟรี (แบบมีลิขสิทธินะ) รวมไปถึง Software อื่นๆเช่น Mathlab

IMG_2609

 

ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน อะไรก็พร้อม โปรเจคเตอร์แบบเห็นกันทุกๆมุมห้อง

IMG_1300

การสนับสนุนจากเอกชน

นอกจากรัฐบาลจะสนับสนุนการวิจัยและงบประมาณแล้ว ภาคเอกชนที่นี่ก็สนับสนุนมหาวิทยาลัยอย่างดีมาก ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังคือ ในตอนที่ผมเรียนวิชา Computer Interaction ซึ่งอาจารย์มีโปรเจคให้นักเรียนไปคิดกันเองว่าจะประยุกต์ใช้ความรู้จากวิชานี้ยังไง ซึ่งกลุ่มผมต้องการจะทำโปรเจคที่ต้องใช้อุปกรณ์ จับการเคลื่อนไหวของสายตา แต่อุปกรณ์ตัวนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่มี เมื่อสอบถามไปยังอาจารย์ก็พร้อมจะช่วยเหลือ แกก็ติดต่อภาควิชาอื่นที่มีอุปกรณ์นี้ หรือแม้กระทั่งติดต่อบริษัทขอยืมอุปกรณ์มาให้นักเรียนได้ทดสอบ ซึ่งทางบริษัทก็ยินดีจะให้ยืมอุปกรณ์มาทดสอบ ด้วยนะครับ หรือ งานวิจัยหลายอย่างของมหาวิทยาลัย ก็ได้รับงบประมาณการสนับสนุนจากเอกชน การได้รับการสนับสนุนจากเอกชนนี่สำคัญมากนะครับ เพราะเอกชนจะได้รับประโยชน์จากงานวิจัย และนักเรียนเองก็จะได้รับความรู้และโอกาสเข้าทำงานกับเอกชน

จากเหตุผลที่ผมยกมานั้น น่าจะพอแสดงให้เห็นว่า ทำไม สวีเดน ถึงได้มีระดับมาตรฐานการศึกษาที่สูง

และในครั้งหน้า ผมจะพูดถึง มหาวิทยาลัย KTH ที่ผมได้ไปเรียนครับ

เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 2 : กว่าที่จะได้ไปเรียน

อย่างที่ผมได้เคยบอกไปว่า ได้ใช้เวลากว่า 5 ปีที่จะได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสวีเดน เพราะเนื่องจากว่าตัวผมเองนั้นมีผลการเรียน ป.ตรี ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะด้วยความคิดตอนเรียน ป.ตรี ของผมค่อนข้างจะสุดโต่งพอสมควร คือ ผมมีแนวคิดว่าเกรดไม่สำคัญ ผมมองว่าสำคัญกว่าคือวิชาอะไรที่เราอยากจะเรียน และจะได้เอาไปใช้ในอนาคต ดังนั้นในเมื่อผมสนใจวิชาคอมพิวเตอร์หรือเขียนโปรแกรม ผมก็จะตั้งใจเรียนมาก ก็จะได้ A, B แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าวิชานั้นผมเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือเขียนโปรแกรม ผมก็ไม่เข้าเรียนเลย ซึ่งเกรดที่ออกมาก็จะได้ดีเสมอ .. คือเกรด D  นั่นเองแหม่ .. เรื่องความสุดโต่งและดื้อรั้นสมัยเรียนนี่เรียกได้ว่าโคตรเกรียน ครั้งหนึ่งตอนนั้นผมอยู่ ปี 2 เคยเดินไปถามอาจารย์ ทีสอนวิชา material science ว่า วิชานี้ผมจะเอาไปใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ยังไง แล้วอาจารย์ก็ตอบผมไม่ได้  ผมจึงไปหาหัวหน้าภาคและสอบถาม .. ซึ่งตัวแกเองก็ตอบไม่ได้อีกว่าทำไมต้องเรียน และก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้อง แกก็บอกว่าผมขอพิจารณา สิ่งที่คุณถามผมก่อนนะ  .. เมื่อผมไม่ได้คำตอบว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ผมไม่เข้าเรียนแมร่งเลย และก็นั่นแหละ เกรดที่ออกมาก็ได้ดีเสมอ เหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น คือในปีต่อมาหัวหน้าภาควิชา ก็นำวิชานี้ออกจาก การเรียนการสอนของ ปี.2  .. และด้วยความสุดโต่งนี่เอง มันก็ส่งผลให้ผมจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.3 และผมแทบจะอยู่ในลำดับท้ายๆ ของชั้นเรียน (อย่างไรก็ตามในการทำงาน ผมทุ่มเทกับงานเต็มที่นะ ไม่เหมือนตอนเรียนเลย เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำมาก นั่นคือการเขียนโปรแกรม)

547935_10151122670019479_2536155_n

เนื่องจากจบ ป.ตรี ด้วยเกรดที่ต่ำมาก ดังนั้นการสมัครเรียนต่อ ป.โท สำหรับผมนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่ว่าจะมหาลัยไหน เค้าก็พิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าเรียนจากเกรดเฉลี่ยก่อนเสมอ ตอนนี้เหละผมถึงได้เห็นความสำคัญของเกรดเฉลี่ยตอน ป.ตรี ว่ามันมีความสำคัญกับการเรียนต่อ คือจริงๆแล้ว ตอน ป.ตรี ก็รู้นะว่าว่ามันจำเป็น แต่ ณ ตอนนั้นไม่มีความคิดว่าจะอยากเรียนต่อ ป.โท ก็เลยไม่ได้สนใจอะไรกับมันเลย ประกอบกับความที่เป็นคนสุดโต่งขวางโลกและเกรียนมากไปหน่อยเลยปล่อยให้เกรดมันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ฉะนั้นผมจึงแนะนำให้น้องๆที่กำลังเรียน ให้ตั้งใจเรียนไปเถอะครับ ทำให้มันดีที่สุด คือในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เห็นหรอกว่า จะเอาแคลคูลลัสไปใช้ยังไงกับการขายไก่ย่าง แต่ใครจะไปรู้ว่าในอนาคต มันอาจจะจำเป็น

ในเมื่อเกรดไม่สูง แล้วทำอย่างไรถึงจะได้เรียนต่อ คำตอบก็คือประสบการณ์การทำงานครับ เพราะการสมัครเรียน ป.โท ที่สวีเดนนั้น นอกจากจะพิจารณาผลการเรียนแล้ว (เป็นอย่างแรกที่พิจารณา) ยังพิจารณาจากประสบการณ์ทำงานประกอบด้วย ซึ่งตรงนี้เองทำให้คนเกรดน้อย แต่ประสบการณ์การทำงานมีพอสมควรอย่างผม ยังพอมีหวังจะได้เรียนกับเค้าบ้าง

ขั้นตอนที่คล้ายๆกับ การสมัครเอ็นทรานซ์ของบ้านเราคือ

  • จะเปิดให้ลงทะเบียนกับทางเวป universityadmissions.se ในช่วงประมาณเดือน ต.ค ของทุกปี
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เลือก มหาวิทยาลัย และสาขาที่อยากเรียน ซึ่งจะเลือกได้ 4 ลำดับ
  • ต่อมาก็เป็นขั้นตอนการส่งเอกสารที่จำเป็นในการสมัครเรียน ในกรณีสมัครหลายมหาวิทยาลัย เอกสารบางอย่างส่งไปเพียง 1 ฉบับก็ได้ เช่น transcript อันนี้ต้องดูในเวปเอาว่าอันไหนส่งแค่อันเดียว
  • ตอนปีที่ผมสมัครนั้น ต้องส่งเอกสารไปยังสวีเดน แต่ในปีนี้ เค้าให้ upload ทาง internet ได้อีกหนึ่งช่องทาง สะดวกมากๆ ( ผมบอกแล้วว่าประเทศนี้ ระบบแทบจะทุกมันล้ำหน้าไปมากแล้ว )
  • แทบจะทุกสาขา ต้องการคะแนน IELTS  6.5 ส่วน TOEFL 90 (internet base) ดังนั้นถ้าคิดจะเรียนต่อและยังไม่มีคะแนนตรงนี้ ควรรีบสอบให้ผ่านตั้งแต่เนิ่นๆ
  • เอกสาร ในการสมัคร ต้องดูว่าสาขาที่เรียนเค้าต้องการอะไรบ้าง เช่น อาจจะต้องส่ง portfolio หรือว่า อาจจะมี จม. รับรองจากที่ทำงาน หรือจาก อาจารย์ ก็ว่ากันไป ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูในเวปทาง มหาวิทยาลัย
  • ที่แน่ๆเอกสารสำคัญ ที่แทบทุกสาขาจะต้องส่ง ก็คือ Statement of propose หรือ Essay ที่บอกว่า ทำไมถึงอยากจะเรียนสาขานี้

ในการสมัครครั้งแรกเมื่อปี 2008 ผมก็เลือกที่ KTH สาขา Distributed Software Engineering ที่เลือกเรียนที่ KTH ก็เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Stockholm เมืองหลวงของสวีเดน และ KTH นั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องของ Engineering ( อีกมหาลัยคือ Charlmer ก็ขึ้นชื่อในทางนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่สตอกโฮล์ม ) ในการสมัครครั้งแรกนั้น ใจจริงก็หวังไว้เหมือนกันว่าน่าจะได้รับพิจารณาเข้าเรียน แต่เมื่อประกาศผล มันก็ไม่เป็นดังที่หวัง ไม่ได้ที่เรียน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่หมดหวังซะทีเดียว เพราะได้ลำดับสำรองที่ 9 มันก็พอทำให้ผมเห็นภาพว่า คนเกรดน้อยๆอย่างผมมันยังโอกาสได้เรียนกับเค้าบ้าง

แม้ว่ามันจะผิดหวัง แต่ก็ยังดีที่ได้ลำดับสำรอง นั่นก็แปลว่า เค้ายังพิจารณาเรา ไม่ใช่ว่าเกรดน้อยแล้วไม่พิจารณาเลย และจากการผิดหวังครั้งนี้  ผมก็สมัครเรียนใหม่ในปี 2010 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ที่ทางสวีเดนจะให้เรียนฟรี (หลังจากปี 2010 สวีเดนเก็บค่าเรียนสำหรับนักเรียนที่อยู่นอกยุโรป) ผมก็สมัครเรียนที่เดิม และผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือ ได้ตัวสำรองอีกแล้ว และลำดับไกลกว่าเดิมคือ 28 เหตุผลที่ลำดับมันไกลกว่าเดิม ก็เพราะว่าเป็นปีสุดท้ายที่สวีเดนเรียนฟรี ในปีหน้าจะเก็บค่าเล่าเรียนดังนั้นคนจากหลายๆประเทศ ก็แห่กันมาสมัคร เรียกได้ว่าปีนั้นนักเรียนล้น มีการสมัครเรียนกันเยอะมาก และเมื่อมาปีถัดมาเหตุการณ์ก็กลับกัน จำนวนนักเรียนนั้นก็ลดลงกว่าครึ่ง เพราะผลจากการประกาศเก็บค่าเล่าเรียนจากนักเรียนนอกยุโรป นั่นเอง

จนมาปี 2012 ผมเปลี่ยนใจมาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัย UQ ของ ออสเตรเลียแทน เพราะเนื่องจากสวีเดนเก็บค่าเล่าเรียน คือถ้าเรียนที่ UQ น่าจะหางานทำไปด้วยระหว่างเรียนได้ แต่ในขณะที่ผมกำลังเรียนภาษาที่ UQ อยู่นั้น ก็กลับมาคิดว่าน่าจะลองสมัครเรียนที่ KTH อีกสักรอบดีไหม ขอรอบสุดท้ายละ ถ้าไม่ได้ก็จะได้ยุติความคิดซะ เพราะว่านี่ก็จะ 5 ปีละที่พยายามจะสมัครเรียน  ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนแบบไม่ได้หวังอะไรมากเหมือนอย่าง 2 รอบที่แล้ว แต่ว่าครั้งนี้ผมเปลี่ยนสาขาวิชา มาเป็น Embedded System ประเด็นแรกคือ มันตรงกับประสบการณ์ของผมมากกว่า อย่างที่สองคือตัวผมเองก็สนใจพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเป็นทุนเดิม และเมื่อประกาศผล สิ่งที่พยายามมา 5 ปีก็สำเร็จ ทางมหาวิทยลัย KTH ได้ตอบรับผมให้เข้าเรียนสมใจ

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการสมัครเรียนทั้งสามรอบคือ

  • ทาง มหาวิทยาลัยต้องการ Letter of Recommended จากที่ทำงาน หรือ อาจารย์ รวมทั้งหมด 2 ฉบับ  ซึ่งคนที่มีเกรดตำ่แบบผม จม.รับรองจากที่ทำงาน นั้นมีผล มากกว่า จม.จาก อาจารย์ และโชคดีอีกแล้ว ที่ หัวหน้าผมเป็นคนอเมริกัน เค้าจึงเขียนให้ได้ดีมาก ผมไม่ได้บอกว่า จม.รับรองของ อาจารย์ไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะผมเรียนไม่ค่อยดี อาจารย์จึงไม่มีอะไรจะเขียน จะเขียนชม คนเกรดต่ำมันก็คงกะไร ..
  • ในการเขียน Essay ให้บอกไปเลยว่าอยากทำอะไร จุดประสงค์อะไรชัดเจน มีเป้าหมายที่แน่ชัด เช่นตอนผมสมัคร ผมก็เขียนไปเลยว่าถ้าเรียนแล้ว มันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน ( ผมแทบจะไม่ได้เขียนแบบโลกสวย ว่าจะเอากลับมาพัฒนาประเทศอะไรแบบนั้นเลย )
  • ถ้า ในเมื่อเราเกรดน้อย แต่ทำงานมาหลายปี ก็ต้องเขียนเน้นทางประสบการณ์ การทำงานให้ชัดเลยว่ามันเกี่ยวกับที่จะไปเรียน หรือเรียนแล้วเอามาใช้ยังไง
  • ถ้าสาขาที่สมัครมันเกี่ยวกับที่งานที่ทำ จะได้เปรียบเป็นอย่างมาก

แต่ปัญหาต่อมาคือ ค่าใช้จ่ายในการเรียน มันสูง ทางออกที่มีอยู่ของผมคือหาทุนเรียนต่อ

ทุนเรียนต่อสวีเดน

อันที่จริงทุนที่ประเทศสวีเดนมีเยอะพอสมควร แต่เท่าที่ผมรู้จักจะมีด้วยกัน 4 ทุนคือ

ทุนแรกที่ผมเล็งไว้คือทุน กพ. ในปีนั้นทาง กพ ได้เปิดรับบุคคลภายนอกที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อ ซึ่งผมก็ดูรายละเอียดคร่าวๆ ก็มาเจอทางตันอีกแล้ว คือ เกรดต้องมากกว่า 3.5 ผมโทรไปสอบถามที่ กพ ว่าเกรดไม่ถึง 3.5 สมัครได้หรือไม่ .. ก็ได้คำตอบว่า ในกรณี่ที่เกรดไม่ถึง 3.5  .. ส่งเอกสารมาก่อน แล้วอาจจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป .. อย่างไรก็ตามหากได้ทุน กพ จะต้องทำงานใช้ทุนคืนประมาณ 2 เท่าของเวลาที่เรียน และอีกประการก็คือ ในระหว่างรับทุน ต้องทำเกรดให้ไม่ต่ำกว่าทาง กพ กำหนด (ปกติคือ 3.0) เค้าถึงจะต่อทุนให้ .. เมื่อพิจารณาจากผลการเรียน แล้ว ก็ต้องบอกว่า … แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทาง กพ จะให้ทุนเรียนต่อสำหรับคนอย่างผม และถึงแม้ได้ทุนเรียนต่อ ผมก็ต้องพบกับความกดดัน ที่จะต้องทำเกรด ให้ได้เกิน 3.00 (อย่างไรก็ตาม ทุน กพ. บางทุนไม่ต้องใช้คืน และไม่มีเกรดบังคับ อันนี้ต้องไปดูเองนะครับ)

ทุน กริปเพน หรือทุนของทางกองทัพไทย เนื่องจากกองทัพอากาศไทยซื้อเครื่องบินจากประเทศสวีเดน ทางสวีเดนจึงให้ทุนแก่กองทัพ เพื่อให้คนของทางกองทัพได้มาศึกษาต่อที่นี่ อย่างไรก็ตามทางกองทัพ ก็ได้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้ขอทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อผมดูรายละเอียด ณ เวลานั้นก็พบว่า มันหมดเวลา ที่จะสมัครไปแล้ว

ความหวังการขอทุนแทบจะริบหรี่ จนกระทั่งผมเจอทุน SI ( Swedish Institute ) ทุน SI นี้จะแบ่งออกเป็นหลายประเภท มีทั้งทุนให้ นร ในยุโรป , นักเรียนในประเทศที่ยังไม่พัฒนา, นักเรียนจากตะวันออกกลาง และสุดท้ายใน categories 2 นั้นได้มีประเทศไทยอยู่ในรายการด้วย เมื่อผมอ่านรายละเอียดคร่าวๆ ก็พบว่า คนที่จะสมัครทุนนี้ได้ต้องได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยเสียก่อนถึงจะสมัครได้  (เงื่อนไขการสมัครในแต่ละปี อาจจะเปลี่ยนไป ลองดูโดยตรงที่เวป) ทุนนี้จะไม่พิจารณาผลการเรียน พูดง่ายๆคือไม่ดูเกรด  ใช่ครับเค้าไม่สนใจเกรดเลยเนื่องจาก เค้ามองว่า ถ้าหากทางมหาวิทยาลัยตอบรับเราแล้ว ก็แสดงว่าทางมหาวิทยาลัยได้เห็นว่าเรามีสักยภาพมากพอที่จะเรียนจบได้ ดังนั้นเค้าจึงไม่ได้เอาเกรด มาเป็นตัวตัดสินในการให้ทุนเลย และ ทุนนี้ให้เปล่า หรือไม่ต้องใช้ทุนคืน ให้ฟรีๆเลย และที่สำคัญไปกว่านั้นทุนนี้ไม่มีข้อบังคับเรื่องต้องทำเกรดตามที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม ต้องได้หน่วยกิจครบตามที่กำหนด (อันที่จริงระบบการเรียนของสวีเดน ไม่มีเกรดเฉลี่ย) ทุน SI นี้เปิดรับ นศ จากหลายประเทศ ดังนั้นเราก็ต้องแข่งกับนักเรียนจากประเทศอื่นๆ

ในเมื่อต้องแข่งกับประเทศอื่นๆมากมาย แล้วเราจะมีโอกาสเหรอ ? คำตอบคือ .. มี แน่นอน จริงอยู่ว่ามีนักเรียนจากทั่วโลกหลายพันคนสมัครทุนนี้ แต่ว่าทาง SI นั้นจะให้ทุนโดยแบ่งออกโควต้าให้แต่ละประเทศ (ความคิดเห็นของผมเองนะ) คือพูดง่ายๆว่าใน 70 ทุนนี้ ก็จะแบ่งให้แต่ละประเทศเฉลี่ยๆกัน เมื่อดูรายชื่อประเทศที่ให้ทุนก็มีประมาณ 20-30 ประเทศ ดังนั้นแล้วประเทศไทย ก็น่าจะได้รับทุนประมาณ 3-4 คน ฉะนั้นเวลาสมัครทุนไม่ต้องคิดเยอะหรอกครับว่าต้องไปแข่งกับคนทั่วโลก คิดแค่ว่าเราต้องแข่งขันกับคนไทยที่สมัครทุนนี้ด้วยกันก็พอแล้ว จะได้มีกำลังใจต่อสู้

ในการสมัครทุน SI นั้น เอกสารสำคัญที่ต้องยื่นก็คือ Resume และ Essay ซึ่งจะต้องตอบคำถามตามหัวข้อที่เค้ากำหนดให้ .. ในคำถามจะกำหนดว่าจะเขียนได้ไม่เกินกี่คำ  อาจจะโชคดีก็ได้ที่ผมมีเพื่อนที่ทำงานเป็นคนสวีเดน ผมจึงรู้อุปนิสัยของคนสวีเดนคร่าวๆว่าเป็นอย่างไร และหนึ่งในนั้น ก็คือ .. การพูดตรงๆ .. ใช่ครับ พูดตรงๆไม่มีอ้อม … แล้วมันสำคัญยังไงละ ? คำตอบคือ มันใช้ในการเขียน essay ตอบคำถามครับ  เขียนตอบคำถามตรงๆเลยครับ ไม่ต้องมีน้ำ ใส่กันแต่เนื้อเลยๆ บอกจุดประสงค์ที่ชัดเจน และที่สำคัญ อย่างที่ได้บอกไปในครั้งก่อนว่า คนสวีเดนทำตามกฎระเบียบ ดังนั้นถ้าเค้ากำหนดให้ไม่เกินกี่คำ ก็อย่าเขียนเกินเป็นอันขาด

เมื่อประกาศผล สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมได้ทุนเรียนต่อที่สวีเดน … แทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่ได้เกรด 2.3 อย่างผม ได้ทุนเรียนต่อ ความพยายาม 5 ปีของผมไม่สูญเปล่า ผมได้ไปเรียนยังประเทศที่อยากจะไป สิ่งที่ผมทำมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่า .. ความพยายาม บวกกับ การวางแผนที่ดี ทำให้เราสำเร็จได้

ผลการเรียนตอน ป.ตรี ของผมค่อนข้างแย่ อยากกลับไปแก้ไขอดีต แต่ว่ามันก็คงแก้ไขไม่ได้ และในเมื่อผู้ให้ทุนหยิบยื่นโอกาสให้แล้ว  .. ผมจึงพยายามสุดความสามารถ และในที่สุด ผมก็เรียนจบในปีนี้นี่แหละครับ

ถ้าเราพยายามมากพอ ความสำเร็จ มันก็เกิดขึ้นได้ครับ

เดี๋ยวคราวหน้า ผมจะเล่าเรื่อง มหาวิทยาลัย และ ระบบการศึกษา ของที่นี่ให้ฟังนะครับ

ปล. มีคนถามผมหลังไมค์เยอะมากเรื่อง การพิจารณาเข้าเรียน 

  • เกรดไม่ถึงตามที่เค้ากำหนด สมัครได้ไหม ? ผมบอกตรงๆว่า เคสของผมนั้น เกรดน้อยจริง แต่ประสบการณ์ทำงานของผมมากกว่า 5 ปี และสิ่งที่ผมจะไปเรียนต่อ มันตรงกับงานที่ผมทำ และผมเขียนจุดมุงหมายของผมชัดเจนมาก ดังนั้น ถ้าหาก คุณเกรดน้อย ประสบการณ์ไม่มี จุดมุ่งหมายไม่ชัดเจน คืออยากเรียน ป.โท แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องเรียน เรียนไปทำอะไร บอกเลยว่า เป็นไปได้น้อยมากที่เค้าจะพิจารณาให้เข้าเรียน
  • คะแนนภาษาอังกฤษ ? แม้ว่าเกรดผมจะน้อย แต่ผมได้คะแนนภาษาอังกฤษ ผ่านตามที่เค้ากำหนดครับ ฉนั้น ถ้าคุณคะแนนภาษาไม่ผ่าน ก็คงหมดสิทธิครับ
  • มีแบบที่เรียนภาษาอังกฤษที่โน่น แล้วเข้ามหาลัยไหม ? ปีที่ผมเรียน ไม่มีครับ แต่เหมือนว่าปีนี้ 2016 มหาลัย Jönköping มีเปิดนะ แต่ผมไม่แนะนำเลย เพราะสวีเดนค่าครองชีพแพงมาก แต่ถ้าคุณรับได้กับ ราคาโค้กกระป๋องละ 60 บาท จ่ายได้สบายๆ ก็จะไปเรียนภาษาที่โน่นก็ได้ครับ
  • สมัครยังไง วิธีการยังไง .. แต่ละปี เงื่อนไข วิธีการ มันไม่เหมือนกัน บางปีไม่เปิดรับนักเรียนไทย ดังนั้นผมแนะนำให้ไปอ่านเอง ที่หน้าเวปโดยตรง สงสัยอะไรก็ email ไปถามเค้าเองเลยครับ

หมายเหตุ ตอนที่ผมสมัครเรียน ปี 2012 และตอนที่เขียนนี่คือ ปี 2014 ดังนั้นข้อมูล ค่อนข้างเก่ามากแล้วครับ ผมแนะนำ ให้อ่านของ หมอรัฐ เขียนไว้ดีกว่าครับ เกี่ยวกับ การสมัคร และกฎเกณฑ์ การพิจารณา

http://rath.asia/2016/07/swedish-institute-scholarship/

Sweden เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 1 : ทำไมต้องสวีเดน ?

ขอพักจากการเขียนโปรแกรมสักนิด .. ผมว่าจะเล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเองที่ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนไว้นานแล้ว คิดว่าจะเขียนตั้งแต่ปี 2012  แต่ก็ยังไม่ได้เขียน จนกระทั่งล่วงเลยผ่านมาถึงตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ก็ได้มีเวลานั่งเขียนสักที ถ้านับเวลาที่ผมเริ่มไปเรียนคือ สิงหา 2012 ตอนนี้ปี ธันวา 2014 ก็เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ผมได้อะไรกลับมามากมายหลายอย่างมาก จะพยายามเขียนให้ครบทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว เช่น เหตุผลส่วนตัวทำไมอยากไป รวมไปถึงเรื่องทั่วๆไป , การศึกษาของที่นั่น , ชีวิตความเป็นอยู่ , สถานที่ท่องเที่ยว .. และเบียร์

Why ?

ครั้งแรกที่ผมบอกกับเพื่อนว่า เดี๋ยวจะไปเรียนต่อ ป.โท ที่สวีเดนนะ .. คำถามแรกสุดที่ผมเจอคือ ..
ทำไมไปสวีเดนว่ะ ? .. มึงไม่ไปอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ หล่ะ
อ่อรู้และ .. สวีเดนฟรีเซ็กส์ ใช่ปะว่ะมึงเลยไป
เออ ใช่ .. ถุยยยย  !!!

แหม่ .. ถ้ามันฟรีเซ็กส์อย่างนั้นก็ดีสิครับ  เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า สวีเดนฟรีเซ็กส์ แต่จริงๆแล้ว คำว่า free sex มันหมายถึง … ความไม่มีข้อจำกัดทางด้านเพศ หรือไม่มีเพศเกี่ยวข้อง .. หรือ พูดง่ายๆว่า หญิงและชายนั้นมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่จะไปขอซั่มกับใครฟรีๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

เหตุผลหลักที่เลือกเรียนที่นี่ก็เพราะว่า ได้มีโอกาสมาทำงานระยะสั้นๆที่สวีเดนนี้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เกิดความรู้สึกประทับใจกับสภาพแวดล้อม ผู้คน อากาศ ธรรมชาติ และเกิดความฝังใจว่าสักวันต้องกลับมาประเทศนี้ให้ได้ และเมื่อผมเบื่อจากงานก็เลยลาออกและมาเรียนต่อที่นี่ตามความตั้งใจของตัวเอง แต่กว่าที่ผมจะได้มาก็ใช้เวลาเกือบ 5 ปี ซึ่งจะเขียนเล่าให้ฟังในวันหลังละกัน ว่าผมมาเรียนที่นี่ได้ยังไง

 

สวีเดนมีอะไรดีถึงอยากไป ?

ถ้าจะให้พูดว่าประเทศนี้ดียังไง คงพูดไม่หมด แต่จะแยกเป็นหัวข้ออธิบายให้ฟังแบบย่อ ก่อนละกันนะ

การศึกษา

ประเทศสวีเดนได้ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบการศึกษา ที่มีมาตรฐานสูงมากๆ มหาวิทยาลัยในสวีเดน ไม่มีการจัดอันดับว่าที่ไหนดี เพราะที่นี่ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเชี่ยวชาญในแต่ละด้านแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าทางด้านการแพทย์ ก็ต้องเป็น Karolinska Institute , ถ้าทางวิศวกรรมก็ต้องเป็น KTH , Chalmer , ทางด้าน Bio ก็ต้องมหาวิทยาลัย Uppsala หรือมหาวิทยาลัยเก่าแก่ อย่าง Lund หรือ Stockholm University ก็มีสาขาเจ๋งๆ ให้เรียนมากมาย  สรุปคือ แต่ละมหาวิทยาลัยนั้น มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่ละสาขาแตกต่างกันออกไป และข้อดีอีกอย่างคือในหลักสูตร ระดับปริญญาโทและเอก ราวๆ 90% เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ

สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ

สวีเดนเป็นประเทศที่รักธรรมชาติมากๆ อากาศบริสุทธิ์ เพราะมีต้นไม้มากมาย แม้กระทั่งในตัวเมืองหลวงอย่าง Stockholm เองนั้น ก็มีต้นไม้เยอะมากๆ อย่างอพาร์ทเม้นที่ผมอยู่ ทางด้านหลังบ้านก็ยังเป็นป่าอยู่เลย (คนไทยที่อยู่ที่นี่ขยันไปเก็บเห็ดและเบอรี่ในป่ามาก) คนประเทศนี้รักต้นไม้มาก จนกระทั่งขนาดที่ว่า ในการสร้างอาคารสักแห่ง ถ้าจะตัดต้นไม้ก็ต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนว่าคุ้มค่าที่จะสร้างหรือไม่ น้ำประปาก็ใสสะอาดมาก  ไม่มีกลิ่น เปิดก๊อกกินได้เลย ส่วนแม่น้ำลำคลองก็ใสสะอาด ลงไปว่ายได้สบาย ความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นได้ถูกฝังมากับคนสวีเดนตั้งแต่เล็กๆเลยทีเดียว และอย่าได้แปลกใจถ้าประเทศนี้สามารถ recycle ขยะได้เยอะมาก จนต้องนำเข้าขยะ นั่นก็เพราะความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคนที่นี่

stockholm

ผู้คนและสังคม

สวีเดนขึ้นชื่อในเรื่องของ ความเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่ หญิง และชาย คนรวย คนจน นายก แม่บ้าน และ คนพิการ ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีแบ่งแยก ซึ่งมันเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะเราจะได้รับการปฎิบัติเท่าๆกัน โดยเฉพาะคนพิการ อาคารจะได้รับการออกแบบให้มีทางและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการเสมอ รถเมล์ รถไฟ ก็ต้องอำนวยความสะดวกให้คนพิการ หรือแม้กระทั่งในผับ ก็จะต้องมีทางสำหรับคนใช้รถเข็น ความเท่าเทียมนี่มันเท่าเทียมจริงๆนะครับ เช่น ผู้ชายไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปถือของให้ผู้หญิง หรือลุกให้ผู้หญิงนั่ง เพราะไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ หรือผู้หญิงก็ไม่จำเป็นต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายเลย เพราะพวกเธอก็มีความสามารถเช่นเดียวกันกับผู้ชาย เวลาคุยกับอาจารย์ก็เหมือนคุยกับเพื่อน ไม่มีแยกว่านี่คือผู้อาวุโสหรือเด็ก ผู้คนในสังคมที่นี่เป็นมิตรและนิสัยดี แต่คนสวีเดนจะมีพื้นที่ส่วนตัวสูงและไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวกันเท่าไหร่ ในการเข้าหาคนสวีเดนนั้น แรกๆอยากจะยากหน่อยเพราะคนสวีเดน จะไม่ค่อยสุงสิงกับคนที่ไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้ทำความรู้จักแล้ว จะพบว่าคนสวีเดนนั้นมีความเป็นมิตรอย่างมาก และที่สำคัญ ชาวสวีเดน ส่วนมากจะหน้าตาดี มีรูปร่างดีและไม่อ้วน  🙂

ความปลอดภัยสูง

ประเทศสวีเดนมีความปลอดภัยสูงกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป เพราะที่นี่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด แค่ต่อยตี นี่ก็เรื่องใหญ่ ละครับ  อยู่มาสองปี ผมเจอข่าวฆาตกรรมประมาณ 2 ครั้งได้ ผิดกับเมืองไทย เปิดหนังสือพิมพ์มาเจอทุกวัน อีกอย่างคนที่นี่ทำตามกฎหมายอย่างจริงๆจังและเคร่งครัดมาก เช่น เวลาข้ามถนน รถจะต้องหยุดให้คนข้ามก่อนเสมอ เพราะถ้าเกิดชนคนขึ้นมา โดนฟ้องร้องนี่แทบจะหมดอนาคตกันเลย  และแม้ว่าสวีเดนจะรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาเยอะกว่าสมัยก่อน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนมากมักจะก่อปัญหาให้กับประเทศเจ้าบ้าน (ทำนองเดียวกันที่เรามักจะเจอ ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในไทยนี่แหละ หรือเวลาคนไทยไปทำงานต่างประเทศก็มักจะสร้างปัญหาให้กับประเทศเจ้าบ้านทำนองเดียวกัน) แต่อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรปแล้ว ก็ถือว่าประเทศนี้จัดการได้ดีกว่าที่อื่นๆมาก ดังนั้นที่นี่จึงมีความปลอดภัยสูง

เทคโนโลยี

พูดถึงทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ที่นี่ก้าวหน้ามาก ล้ำหน้าแทบจะทุกอย่าง เช่น 4G นี่ก็เป็นประเทศแรกๆ ที่เปิดใช้งาน, มี internet ความเร็วสูงและถูกมาก อย่างที่อพาร์ทเม้นผมก็เป็น fiber optic ความเร็ว 100 mb ขึ้นไป และไม่มีการ block เวป อะไรทั้งนั้น , ระบบงานราชการ ก็เป็น electronic กันหมดแล้ว ไม่ต้อง ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน เซ็นรับรองเหมือนอย่างบ้านเรา , บริษัททางด้านเทคโนโลยีก็มีมากมาย และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ผลเลือกมาที่นี่ ก็เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก

ไปเที่ยวได้เยอะ

สวีเดนเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม เชงเก้น (Schengen) เมื่อเราได้ visa แล้วจะสามารถเดินทางไปยังประเทศอื่นได้อีกประมาณ 30 ประเทศในยุโรป โดยไม่ต้องขอ visa เพิ่มแต่อย่างไร ยกเว้น อังกฤษ เพราะไม่ได้ทำสัญญา Schengen ไว้นั่นเอง และในทางกลับกัน นักเรียนจากอังกฤษจะเข้ามาเที่ยวยุโรป ก็ต้องทำ Schengen Visa

มัน Cool กว่าเยอะ

ถ้าพูดถึงเรียนต่อต่างประเทศ คงหนีไม่พ้น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย .. ใครๆก็ไปครับ  .. มาเรียนประเทศ แถบนี้ได้ประสบการณ์แปลกแตกต่างไปจากที่อื่น มันชิกๆ คูลๆ กว่าเยอะ

 

แล้วข้อไม่ดีละ ?

ค่าครองชีพแพง

แม้ว่าประเทศใกล้บ้านเราอย่างญี่ปุ่นจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงมาก แต่สวีเดนนั้นมีค่าครองชีพที่สูงกว่าญี่ปุ่น โค้กหนึ่งกระป๋องที่สวีเดนจะมีราคาประมาณ 12 SEK เมื่อดูจากตัวเลข ก็เท่ากันกับไทยเลยคือ 12 บาท . แต่เงินสวีเดนนั้น 1 SEK เท่ากับเงินไทยประมาณ 4.5 บาท  สรุปว่าโค้กก็ราคากระป๋องละ 50 กว่าบาทนั่นแหละครับ

ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวผับ และ แอลกอฮอล์ แพงมาก

สวีเดนมีการ จำหน่าย alcohol แบบ monopoly คือรัฐบาลเป็นคนขายเอง แต่ผู้เดียว ในการเที่ยวผับแต่ละครั้งนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก เพราะเหล้ามันแพง อย่างเช่น ไปกินเบียร์ในบาร์ ราคาประมาณ 70 SEK ต่อ ไพน์ ( 2 ไพน์ก็ประมาณ 1 เหยือก ) ดังนั้นแล้ว คนสวีเดน จะนิยม pre drink หรือกินเหล้ากันไปก่อน ที่จะเที่ยวเพราะประหยัดกว่า

อากาศหนาว และความมืดมิด

เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ในเขตใกล้ขั้วโลก สวีเดนจึงมีฤดูหนาวทีค่อนข้างจะยาวนาน ประมาณ 4-5 เดือน ในช่วงหน้าหนาว ในช่วงปีแรกที่ผมอยู่หิมะจะเริ่มตกในเดือน พ.ย และจะตกยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือน กพ. และกว่าที่หิมะจะละลายก็ปลาย เมษา เลยทีเดียว เรียกได้ว่าอยู่ในตู้เย็นกันหลายเดือน นอกจากอากาศหนาวแล้วในช่วงหน้าหนาวคุณจะได้เห็นแสงสว่างน้อยมาก ยิ่งในช่วงเดือน ธค หรือ มกราคา เวลาบ่าย 3.30 พระอาทิตย์จะเริ่มตกดินละ  ยังไม่ถึงห้าโมงเย็นท้องฟ้าก็มืดแล้วครับ และเราจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นอีกทีประมาณ 9 โมงเช้า  และในทางกลับกัน ในช่วงหน้าร้อน กว่าที่พระอาทิตย์จะตกดินก็จะเป็นเวลา 4 ทุ่ม และในช่วงตอนตี 3 ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ( ในรูปนี่ผมถ่ายตอนเที่ยง แต่จะเห็นว่าพระอาทิตย์ โผล่พ้นตึกมานิดเดียว มันไม่ถึงกลางท้องฟ้าเลยครับ )

774493_10151411041974479_481769268_o copy

ร้าน 7-11 ไม่ได้เปิด 24 ชม.

อยู่ไทย หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา 7-11 แต่สวีเดน มันไม่สะดวกเหมือนไทยเลย อยากจะกินอะไร ต้องคิดก่อนและซื้อไว้ล่วงหน้าเลย เพราะร้านค้าปิดเร็วมาก 6 โมงเย็นก็ปิดแล้ว ถ้าอยู่ในเมืองก็อาจจะมีซุปเปอร์มาเก็ต แต่มันก็ไม่ได้เปิด 24 นะครับ อย่างมากก็ 4 ทุ่ม

รักษาพยาบาลฟรี แต่ต้องจองคิว

จริงอยู่ว่าที่นี่มีสวัสดิการรักษาฟรี แต่การจะได้รับการรักษานั้นต้องโทรไปนัดหมอก่อนนะครับ อยู่ๆจะเดินไปหาไม่ได้นะ แต่อย่างในกรณีฉุกเฉินจริงๆ ก็เป็นข้อยกเว้น อีกอย่างการซื้อยาเป็นอะไรที่ลำบากมาก เพราะต้องมีใบกำกับจากหมอเท่านั้น ถึงจะซื้อได้ .. ยกเว้นยาสามัญ เช่น พาราเซตามอล หรือ ยาลดน้ำมูก เป็นต้น

หางาน part time ยาก

มันไม่ใช่ไม่มีงานให้ทำนะ แต่ว่าการที่จะได้งานทำที่นี่นั้น ยากมากถ้าคุณพูดสวีเดนไม่ได้ จริงอยู่ว่า เรียนใช้ภาษาอังกฤษ และคนสวีเดนพูดภาษาอังกฤษกันได้แทบจะทุกคน แต่การพูดภาษาอังกฤษได้อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ หากคิดจะหางานทำไปด้วย คุณต้องหัดพูดสวีดิชให้ได้ อีกอย่างงานพวกหลังร้านแบบ หลบๆซ่อนๆ ทำ นี่ผมบอกเลยครับว่าแทบจะไม่มีเพราะ ที่นี่อย่างทีได้บอกไปว่า กฎหมายเข้มมาก ถ้าเค้าจะรับเราเข้ามาทำงาน ก็จะต้องเสียภาษี และมีเอกสารครบถ้วน จะไม่มีการจ้างแบบนอกรอบ แอบทำ เพราะถ้าร้านโดนตรวจขึ้นมา มันปรับหนักมากครับ ซึ่งไม่คุ้มความเสียงที่เค้าจะต้องเสียค่าปรับเลย

 

สรุปโดยรวม ส่วนตัวผมว่าสวีเดนนั้นมีข้อดีเยอะมาก ส่วนข้อเสียก็อย่างที่ได้อธิบายไป มันหนาววว วันนี้คงจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน และไว้วันหลังผมจะมาเล่าถึงการศึกษาของเค้า และการสมัครเรียนต่อ ว่าต้องทำอะไรบ้าง