Tag Archives: samgsung

Home Automation – Part 2 (Z-Wave)

ครั้งที่แล้ว ผมเล่าเรื่องของระบบ บ้านอัจฉริยะ smart home หรือ home automation ว่ามันแบ่งออกเป็นหลายระบบ แต่ละระบบ ก็มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป แล้วในที่สุดได้ตัดสินใจเลือก Z-Wave และก็ได้ทิ้งท้ายว่า แม้ว่าจะเลือก Z-Wave เพราะว่ามีอุปกรณ์รองรับมากมาย แต่ว่ามันก็มีหลายอย่างที่ต้องพิจารณา และเดี๋ยวในวันนี้ผมจะมาต่อด้วยเรื่องของ Z-Wave

What you need to know to get started with Z-Wave ?

อย่างที่ได้เคยอธิบายไปว่า Protocol ที่ใช้เชื่อมต่อ Home Automation มีหลายโปรโตคอล ซึ่งในแต่ละโปรโตคอล จะมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้งาน แตกต่างกัน ซึ่งโปรโตคอลที่นิยมอย่าง Zigbee หรือ Z-Wave จะมีอุปกรณ์ 2 ประเภทที่ต้องใช้คือ

  • อุปกรณ์ควบคุม หรือเรียกว่า Z-Wave Controller
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับ Z-Wave หรือเราอาจจะเรียกว่า Z-Wave Devices

สำหรับอุปกรณ์ตัวแรก Z-Wave Controller จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการ ควบคุม ซึ่งอาจจะเป็น Z-Wave Remote Control ที่หน้าตาเหมือนๆกับรีโมทอันเล็กๆ เพื่อเอาไว้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ อย่าง สวิตช์ไฟ  หรือ ปลั๊กไฟ

ส่วนอย่างที่สอง Z-Wave Devices มันก็คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับสัญญาณ Z-Wave เช่น หลอด LED

Z-Wave Devices

อุปกรณ์ Z-Wave นั้นโดยทั่วไปก็จะมี สวิตช์ไฟ , ปลั๊กไฟ , เซ็นเซอร์ต่างๆ อย่างเช่น อุณหภูมิ แสง เป็นต้น ในการเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยทั่วแล้ว เราไม่ต้องพิจารณาอะไรมากมาย อย่างเช่นสวิตซ์เปิดปิดไฟ เราอาจจะพิจารณาแค่ สีสัน จำนวนสวิตซ์ที่จะใช้งาน แต่ถ้าหากเป็นสวิตซ์ไฟแบบ Z-Wave แล้ว มันกลับมีรายละเอียดหลายอย่างที่จะต้องพิจารณาอยู่พอสมควร

In-wall Switch (สวิตช์เปิดปิดไฟแบบฝังผนัง )

อย่างแรกที่เราจะต้องพิจารณา เมื่อเลือกสวิตซ์เปิดปิดไฟแบบฝังผนัง ก็คือกระแสไฟฟ้า (Voltage) อันที่จริงแล้วถ้าหากเราซื้อสวิตซ์ไฟแบบธรรมดา ประเด็นนี้เราไม่ต้องพิจารณาเลย เพราะก็รู้กันอยู่แล้วว่าสวิตซ์ไฟที่ขายในไทยนั้นทำมาสำหรับกระแสไฟฟ้า 220V แต่เนื่องจากเราไม่สามารถหาสวิตซ์ไฟที่มี Z-Wave ในไทยได้ ก็ต้องสั่งจากเวป ซึ่งเวปที่ผมมักจะใช้อยู่บ่อยๆก็คือ Amazon  และหากเราไปค้นดูสวิตซ์ไฟก็จะพบว่ามีให้เลือกหลายยี่ห้อมากมาย อย่างเช่น ยี่ห้อ GE หรือ Lutron แต่ปัญหาหลักของมันก็คือรองรับกระแสไฟฟ้าแค่ 110V เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับกระแส 220V ในไทยได้

ดังนั้นแล้วการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในเวป Amazon US นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันมีแต่อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า 110V ทั้งนั้น

ทำไงละ ?

เนื่องจากในประเทศไทยใช้ไฟฟ้าที่ 220V , 50 Hz. ซึ่งมันจะใช้กระไฟฟ้าคล้ายกับยุโรปคือ 230V, 50 Hz  ดังนั้นอุปกรณ์ไฟฟ้าจากไทย กับ ยุโรป จะใช้ร่วมกันได้ ทางออกของผมก็คือ ซื้อสั่งซื้อสวิตช์ไฟฝังผนังจาก ยุโรป ก็น่าจะสามารถใช้งานได้แล้ว .. แต่ว่า ..

เนื่องจากยุโรปนั้นใช้ขนาดของ กล่องสวิตช์ไฟ เป็นคนละขนาดกับของประเทศไทย ดังนั้น หากเราซื้อสวิตช์ไฟจากยุโรป แม้ว่ามันจะใช้ไฟร่วมกันกับไทยได้ แต่สวิตซ์จะไม่สามารถใช้ร่วมกับกล่องไฟของบ้านเราได้

ในประเทศไทยใช้ขนาดประมาณ 11 x 7 CM เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่นดังรูป

ส่วนประเทศทางยุโรปอย่างสวีเดน สวิตช์ไฟฝังผนัง ที่ใช้กันคือขนาด 8 x 8 CM. ในลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัส

เราจะเห็นว่าขนาดของตัวสวิตช์ไฟ และกล่องไฟมันไม่เท่ากัน การแก้ปัญหาที่ผมคิดได้อย่างแรกก็คือเปลี่ยนสวิตช์ไฟ ไปใช้ขนาดของยุโรป แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือ ต้องเจาะผนังบ้านใหม่ เพื่อเพิ่มขนาดกล่องไฟฝังผนัง และถ้าหากเราต้องการจะเปลี่ยนสวิตซ์ในอนาคต ก็ต้องหาสวิตซ์ตามมาตรฐานของยุโรป ซึ่งผมไม่ค่อยชอบกับทางออกแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ ณ เวลานั้น ผมก็เกือบจะสั่งสวิตซ์และกล่องไฟมาเปลี่ยนหมดทั้งบ้านไปละ จนกระทั่งคิดว่าลองดูอีกสักวันสองวัน ถ้าไม่ได้จริงๆก็คงต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้  ผมค้นข้อมูลเพิ่มเติมดู ก็พบทางออกอีกทาง นั่นก็คือ

ซื้อ Z-Wave Module  เอามาต่อกับสวิตช์ตัวเดิมในบ้าน ซึ่งวิธีการนี้ เราไม่ต้องไปเจาะผนังบ้านใหม่ แต่ว่า เราต้องแน่ใจว่า ขนาดของกล่องสวิตช์ไฟเรานั้น ใหญ่พอที่จะรองรับ Z-Wave Module

สำหรับ Z-Wave Module นั้นก็มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ อย่างเช่น Fibaro Z-Wave Module หรือ Aeotec Nano Switch  ซึ่งมันจะเป็นอุปกรณ์ที่เอามาต่อเข้ากับสวิตซ์ไฟที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้สวิตซ์ไฟสามารถเปิดปิดได้ด้วย Z-Wave

ปัญหาเรื่องของ ขนาดสวิตซ์ไฟ และกระแสไฟฟ้า ก็น่าจะจบแล้ว แต่ว่าสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มมันก็ยังไม่จบ (ห๊ะ อะไรนะ !! ยังไม่จบ ?) .. ใช่ครับมันยังไม่จบ และถึงตรงนี้ ผมจะขอพักเบรกไว้ก่อน เดี๋ยวมาต่อ ว่าทำไม แค่สวิตซ์ไฟง่ายๆแค่นี้ มันทำมันดูยุ่งยากจัง

Hub

แม้ว่าเราจะใช้ Z-Wave Remote Control เพื่อควบคุมอุปกรณ์ในบ้านได้ แต่มันก็ไม่ได้ฉลาดมากนัก เพราะ Z-Wave Remote นั้นมันก็เหมือนๆกับ Remote ทั่วๆไป ที่อาจจะทำหน้าที่แค่เปิดหรือปิด อุปกรณ์นั้นๆ ซึ่งถ้าหากเราต้องการจะความคุมอุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน Internet นั้น มันต้องมีอุปกรณ์เสริมเข้ามา นั่นก็คือ Hub

Hub นั้นมันก็คือ Z-Wave Controller แบบหนึ่งที่ใช้สำหรับควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่รองรับ Z-Wave เหมือนกับ Remote และที่มากไปกว่านั้นคือมันทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง internet กับ อุปกรณ์เหล่านี้ รวมไปถึงเป็นสมองของระบบ Home Automation ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว บริษัทที่ทำอุปกรณ์ไฟฟ้า Z-Wave ก็มักจะทำ remote , แผงควบคุม หรือ hub ออกมาเป็นของตัวเอง อย่างเช่นบริษัท Firabo นี่ก็ทำปลั๊กไฟ, เซ็นเซอร์, กันขโมย แล้วก็มี hub ของตัวเองอย่างเช่น Home Center

ดังนั้นแล้ว Z-Wave Hub นั้นถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับการทำ Home Automation เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ไป ก็เหมือนกับบ้านทั่วๆไปที่มีรีโมทเปิดปิดแอร์ ปิดทีวี อะไรทำนองนั้น ฉะนั้นการเลือก Hub เพื่อมาใช้งานนั้นเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเลย

นอกจากบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับ Z-Wave จะผลิตตัว  Hub ของตัวเองแล้ว ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ผลิตแต่ Hub ออกมาจำหน่ายโดยเฉพาะ อย่างเช่น

ขอพูดถึง Hub จากสองเจ้านี้เพิ่มอีกสักหน่อย

Wink VS Smartthings

คือในโลกของ Home Automation ผลิตภัณฑ์จากสองบริษัทนี้ แทบจะเป็นสิ่งที่จะต้องมีแทบจะทุกบ้าน เพราะมันอำนวยความสะดวกต่างๆหลายอย่าง ในการต่อไฟเข้ากับ Hub สองตัวนี้จะใช้ไฟผ่านอแดปเตอร์แปลงไฟเป็นกระแสตรงเหมือนกับโน๊ตบุ๊ค หรือ iPhone นั่นแหละ ไม่ต้องต่อกับไฟฟ้ากระแสสลับตรงๆ ดังนั้นเราไม่ต้องห่วงเรื่อง Voltage ของไฟฟ้า

โดยทั่วไป Hub ไม่ว่าเจ้าไหนๆ (รวมถึง Fibaro) จะมี Mobile App ให้ใช้งาน และเราก็จะสามารถใช้ App เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้ สำหรับสองตัวนี้ก็เช่นกัน มี Mobile App มาให้ใช้เช่นเดียวกัน หน้าตาก็ประมาณในรูป

 

และนอกไปจากนี้เราสามารถเชื่อมต่อกับ Alexa ของ Amazon ได้ นั่นหมายถึงว่า เราสามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านทาง Alexa ได้ (ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ทำได้เฉพาะภาษาอังกฤษ)

Hub ทั้งสองรุ่นรองรับโปรโตคอล Z-Wave และ Zigbee ในอุปกรณ์เดียวกัน ไม่ได้จำกัดแค่ Z-Wave เพียงอย่างเดียว คือถ้าหากใครใช้ Zigbee ก็ยังสามารถซื้อมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน

จากที่หาข้อมูลมา ผมสนใจตัว Wink Hub มากกว่า Smartthings เพราะว่า ตัว Mobile App นั้นมี User Interface ที่มันใช้งานง่ายกว่า

แต่ Smartthings นั้นจะมีแบตเตอรี่คอย backup ข้อมูล และมี community ที่ใหญ่กว่า wink มาก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า smartthings นั้นอนุญาติให้ custom module เองได้

เอาตรงๆ ผมคิดว่าจะตัดสินใจจะซื้อ Wink แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อเพราะติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ คลื่นความถี่

Z-Wave Frequency

พอหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องของ Z-Wave แล้ว ก็พบว่า อุปกรณ์ Z-Wave ที่ใช้ในแต่ละประเทศนั้นใช้ช่วงของคลื่นสัญญาณ ไม่เท่ากัน กล่าวคือ

  • อเมริกา 908.42 MHz
  • ยุโรป 868.42 MHz

นั่นหมายถึงว่า ถ้าผมซื้ออุปกรณ์ที่ผลิตและใช้ใน us อย่าง wink เนี่ย มันจะเป็นความถี่ 908.42 MHz

หลายคนอาจจะคิดในใจว่า แล้วคลื่นความถี่มันมีผลยังไงอ่ะ ? ซื้อในอเมริกาก็ใช้คลื่น 908 ถ้าซื้อในยุโรปก็ 868 แค่นั้น ไม่น่าจะต้องคิดอะไรเยอะ .. เอาละครับ งั้นจากเรื่องที่ผมเบรกไว้ก่อนหน้านี้ เราขอย้อนกลับมาเรื่องของสวิตซ์ไฟอีกรอบ

จำได้ไหมครับ ว่าผมเล่าว่า เนื่องจาก ผมต้องหาอุปกรณ์ ที่รองรับกระแสไฟฟ้า 220V ซึ่งมันก็จะมีแต่อุปกรณ์จากยุโรป ดังนั้น หากซื้ออุปกรณ์จากยุโรป เราก็จะได้ใช้ Z-Wave ที่ความถี่ 868.42 MHz

และนี่ก็คือตัวปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะว่าถ้าหากซื้อ Wink จาก US มา จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Z-Wave Module จากยุโรปได้ เนื่องจากคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน … Onz โอ้ววววว โน้วววววววววววว

ดังนั้นโครงการที่จะซื้อ Wink มาใช้งาน ก็ต้องพับไป ผมจึงลองไปดู Smartthing ใน Amazon แต่ก็พบว่า มันใช้ความถี่ 908.42 MHz เช่นเดียวกัน (เนื่องจากขายใน US) ความหวังที่จะใช้ Z-Wave ก็แทบจะพังทลาย อุตส่าห์คิดว่าแก้ปัญหาเรื่อง Voltage และขนาดกล่องไฟได้ กลับต้องมาตายเรื่อง Hub แค่นี้จริงๆนะเหรอ .. ก็นั่งคิดอยู่หลายวันว่า ซื้อ Zigbee มาใช้แทนดีไหม ก็ลองๆค้นข้อมูลดูอีก 2-3 วันแล้วก็ Bingo

ผมพบว่าล่าสุดทางซัมซุง smartthing ได้เปิดขายที่อังกฤษ ก็เลยเข้าไปดูรายละเอียด ก็พบว่า เห้ยยยยย มีขายและใช้คลื่น 868.42 MHz ด้วย ก็เลยสั่งซื้อ Smartthings จาก Amazon UK มา พร้อมกับซื้อ Firabo Z-Wave Module มาเพื่อจะเอามาต่อกับสวิตซ์ไฟที่บ้าน

ในที่สุดปัญหาทั้งหลายก็แก้ไขได้

เล่ามาซะเยอะ สรุปให้ง่ายๆ ก็แล้วกันคือ

  • US ใช้ความถี่ 908.42 MHz
  • Europe ใช้ความถี่ 868.42 MHz
  • ความถี่ไม่เหมือนกัน ใช้งานด้วยกันไม่ได้
  • ใน US ใช้ไฟ 110V
  • ในยุโรปใช้ไฟฟ้า 230V
  • เนื่องจากไทยใช้ไฟฟ้า 220V เราจึงต้องซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่นสวิตซ์ไฟจากยุโรป เพราะทางนั้นใช้ไฟใกล้ๆกับบ้านเรา นั่นก็หมายถึงว่า เราต้องใช้ความถี่ 868.42 MHz ไปโดยปริยาย
  • แต่ถ้าจะซื้อสวิตซ์เปิดปิดหลอดไฟ จากยุโรป ก็จะติดปัญหาเรื่องขนาดของกล่องไฟ หากซื้อพวก Z-Wave Module มาต่อกับสวิตซ์เดิมน่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อกล่องไฟมาจากยุโรปด้วย
  • เมื่อใช้คลื่นเดียวกับทางยุโรป หากจะซื้อ Hub ก็ต้องหาที่มันใช้คลื่นเดียวกันกับทางยุโรป

นั่นแหละครับ ที่เขียนๆมา จากการค้นคว้าหลายวัน และลองผิดถูกหลายๆอย่าง เกือบจะซื้อของผิดก็หลายที มาเขียนเล่าให้ฟังก็น่าจะพอเป็นข้อมูลให้ผู้ที่จะสนใจติดตั้ง Z-Wave มือใหม่ ไม่ต้องซื้อของผิดมาใช้นะครับ 🙂

ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายไว้หน่อยเกี่ยวกับความถี่ Z-Wave ในไทย

คือเอาจริงๆแล้วอุปกรณ์ Z-Wave นั้นมีขายหลายประเทศนะครับ แต่ที่ไม่ค่อยมีที่ประเทศไทย ก็เพราะว่า  การจัดการบริหาร ความถี่นั้นเป็นของ กสทช  ซึ่งในช่วงคลื่น Z-Wave นี้ ได้เปิดใช้งานให้แค่อุปกรณ์ RFID ยังไม่ได้เปิดให้ Z-Wave ใช้งานอย่างเป็นทางการ เราจึงไม่เห็นอุปกรณ์พวกนี้เปิดขายในไทย  ที่ขายๆอยู่นี่เอาจริงๆ ผมว่าก็ผิด กฎหมายนะ .. เท่าที่หาข้อมูลมา เหมือนว่า ปีที่แล้ว ก็เปิดให้ประชาชนเสนอคำร้อง เข้าไปนะครับ ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่า น่าจะอยู่ในช่วงกระบวนการพิจารณา ซึ่งก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหน และผมก็หวังว่า กสทช จะเปิดให้ใช้ช่วงคลื่นเดียวกันกับยุโรปและจีน เราจะได้ใช้อุปกรณ์  Z-Wave ร่วมกับของยุโรปและจีนได้ทันทีเพราะใช้ไฟฟ้าเหมือนๆกัน .. แต่ถ้าหากเปิดช่วง 908.42 MHz นี่ เราก็จะแทบจะใช้อุปกรณ์ร่วมกับชาวบ้านเค้าไม่ได้เลย เพราะว่าช่วงนี้ ใช้แค่ที่อเมริกา แต่ว่าที่อเมริกา ดันใช้ไฟ 110V

ไว้คราวหน้าเดี๋ยวจะมาเขียน ตอนที่ 3 ต่อ