Tag Archives: keyboard

GH 60 Keyboard Building log

หลายคนก็น่าจะพอรู้ว่าผมมีงานอดิเรกอย่างหนึ่งคือ ทำ keyboard ไว้ใช้เอง ก็อย่างที่เคยได้โพสไปในครั้งก่อนโน้น ว่าจากการเริ่มต้นด้วยการสร้าง keyboard แบบ handwire ผมก็มีโปรเจคสร้าง keyboard แบบใช้ PCB บ้าง  และมันก็มาถึงโปรเจค GH60 ซึ่งเป็น Project Opensource Hardware จากทาง GeekHack ( Keyboard Community ) อันที่จริงโปรเจคนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 แต่กว่ามันจะสมบูรณ์มาเป็นตัวปัจจุบัน (REV C) ก็ 2016

IMG_5347

โดยหลักการแล้ว ตัววงจร PCB ก็ใช้หลักการเดียวกับ Handwire ที่ผมได้ทำไปคือ มีตัว Micro Controller ตัวเดียวกัน ใช้ Firmware เหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าใช้แบบ PCB เราก็ไม่ต้องมานั่งเชื่อมสายไฟ บัดกรี พวก ไอโอด และ Microcontroller เอง จะเหลือส่วนให้ บัดกรี จริงๆ คือ switch เท่านั้น

_DSC0208

ในครั้งนี้ผมได้ลองเอา Cherry  Switch สีเขียว มาใช้งาน (สวิตช์ สีเขียว ปกติจะใช้กับ space bar เพราะมันต้องการแรงกดค่อนข้างมาก)

สวิตช์สีเขียว รวมถึง Stabilizer สั่งมาจาก มาจาก Mouser ราคาไม่ได้แพงมาก แต่เจอภาษี เข้าไป ก็คือว่าแพงอยู่  แต่ถ้าคุณจะสั่ง ผมแนะนำว่าให้สั่งจากเวปพวก mechanicalkeyboards หรือ WASD ดีกว่าครับ เพราะ ปัญหาหลักที่ผมเจอตอนสั่งของจาก Mouser ก็คือว่า Mouser ไม่มี Costar Stabilizer มีแต่ Cherry Stabilizer อันนี้มันก็พอแก้ขัดได้ แต่ปัญหาอย่างที่สองเนี่ย ทำเอาปวดหัว นั่นก็คือเราต้องรู้จัก Part No. ครับ อย่างกรณี Cherry MX เนี่ย มันมีเป็น สิบๆ รหัส บางตัวใช้กับ PCB Mount (ไม่ต้องมี plate) ดังนั้นมันมีโอกาสที่เราจะสั่งผิดเยอะมาก  แต่ข้อดีของการสั่งจากเวปขายของ electronic แบบนี้ คือ ราคาถูกครับ อย่างสวิตช์ Cherry นี่ตัวละ 0.5 USD ในขณะที่เวปทั่วไปขาย 1 – 1.5 USD

_DSC0194

ส่วน Plate นั้นสั่งทำในไทย นี่แหละครับ คือมันจะมีร้านพวกทำงาน CNC อลูมิเนียม Laser Cutter ผมก็หาหลายเจ้านะ ถามๆดู ก็มีแต่รับงาน 10 ชิ้น ขึ้นไป หรือบางที่รับงานชิ้นเดียวแต่ราคาแพงมาก หาไปหามาจนกระทั่งเจอร้าน http://www.psstainlessthailand.com เค้าบอก อันเดียวก็รับทำ ผมเลยลอง email ไปถามเค้าดูว่าสั่งอันเดียวทำไหม ราคาเท่าไหร่ ผมต้องหาแผ่นอลูมิเนียมเองไหม เค้าก็บอกว่า รับทำ แผ่นอลูมิเนียมไม่ต้องหาเอง ผมก็เลยสั่งไป และราคาก็ไม่ได้แพงด้วย สรุปคือ ดีงาม (งานอาจจะไม่สวยนัก แต่ใช้ได้)

เมื่อทุกอย่างอยู่ในมือหมดแล้ว ในลำดับขั้นตอนต่อไปก็คือ เอา Switch มาใส่กับ Plate

_DSC0222

เสร็จแล้วก็ประกอบเข้ากับ PCB ใส่เข้าไปให้ตรงรู ที่เค้าเจาะไว้ให้

_DSC0224

เมื่อประกอบ switch ทุกตัวเสร็จ มันก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

_DSC0232

ในส่วนด้านหลังก็จะเห็นว่า ช่องต่างๆ ก็จะเต็มพอดี

_DSC0244

จากนั้นก็ทำการบัดกรี และใส่ stabilizer ให้เรียบร้อย

IMG_5379

ในส่วนของ เคส นั้นผมสั่งจาก เวป alibaba express ครับ สั่งมาสองอัน สีขาว กับ ดำ (แต่ตัวที่ผมเอามาใช้กับตัวนี้คือสีขาว)

IMG_8673

คุณภาพของเคส ทีได้มาก็ถือว่า โอเค แต่เค้าไม่มี น๊อตให้นะ ต้องไปซื้อจากร้านขายน๊อต อีกที

และเมื่อประกอบเข้ากับ Keycaps สีเขียว/ขาว แล้วก็จะได้ Keyboard หน้าตาอย่างที่เห็น

IMG_6897

IMG_5401

เอามาเทียบกับ Handwire ที่เคยทำไป ก็เล็กกว่านิดหนึ่ง

IMG_5391

และสุดท้าย ลองมาวัดกับพี่ใหญ่อย่าง  Apple Extend Keyboard II  ซะหน่อย

IMG_7074

สรุป

ปัญหาหลักที่ผมเจอ ก็คือว่า Plate ผมสั่งมามันหนาไป ปกติเค้าใช้ 1.5 mm แต่ผมสั่ง 2 mm.  ด้วยความที่คิดว่าอยากให้มันทนทาน  ผมก็พบว่า มันทำให้ ใส่ stabilizer ลำบาก และไม่ลงตัว กลายเป็นต้องเอากระดาษทราย มาขัดเกลา stabilizer ให้มันบางลง เพื่อที่จะใส่ได้ ดังนั้นแนะนำว่า ควรให้มีความหนาแค่ 1.5 (+/- 0.1) นั่นแหละดีแล้ว

อย่างที่สองก็คือว่า ตัว switch สีเขียวนั้น ใช้งานแรกๆ นี่บอกตรงๆว่า กดเหนื่อยเลย เพราะมันค่อนข้างแข็ง แต่ใช้สักพักจะดีขึ้น แต่ยังไงก็ตาม ผมแนะนำว่า ถ้าเอามาใช้งานแบบพิมพ์งานเป็นหลักใช้สวิตช์สีอื่นเถอะ สีเขียวไม่ค่อย work หรอก เมื่อยนิ้วมาก เว้นแต่ว่าคุณเป็นพวก บ้าพลัง

บางคนถามผมว่า มันถูกกว่าซื้อมาใช้เหรอ หรือว่าดีกว่า  ? บอกตรงๆครับว่า มันแพงกว่า แต่มันมันเป็นของชิ้นเดียวในโลก และคุณปรับแต่งมันเองได้ อยากให้มีสีสันแบบไหน ใช้สวิตช์อะไร มีปุ่มอะไรบ้าง และผมก็สนุกกับมัน ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเพิ่มมากมายครับ

Hand wire keyboard

ย้อนกลับไปสัก 5 ปีที่แล้ว เมื่อผมได้เริ่มใช้ Mechanical Keyboard อย่าง Filco ตั้งแต่นั้นมาผมก็เริ่มหลงไหลไปกับ keyboard มากขึ้น เมื่อเริ่มเข้าสู่ความเป็น “คนบ้า keyboard” ก็เกิด idea ว่าอยากจะทำ keyboard เองสักอัน ก็เริ่มหาข้อมูล อ่านเวปนั่นนี่เรื่อย ก็พบว่ากว่าจะได้ keyboard สักอันมาเนี่ยต้องออกแบบแผ่น PCB เสียก่อน ก็ไอ้แผ่นสีเขียวๆที่มีลายวงจรนั่นแหละ ซึ่งแผ่นวงจรนี้จะเป็นตัวเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ถ้าจะออกแบบแผ่น PCB เองทั้งหมดก็รู้สึกว่ามันใช้เวลา และต้องลงทุนลงแรงไปศึกษาค่อนข้างเยอะ แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ ก็พบว่า เห้ยยยยย จริงๆแล้วมันไม่ต้องทำ PCB ก็ได้นี่หว่า ทำแบบ hard wire ก็ได้ นั่นเลยเป็นที่มาของโปรเจค hand wire keyboard นี้

Hand wire keyboard

แล้ว hand wire มันคืออะไรละ ? อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าปกติแล้ว อุปกรณ์ electronic มันก็จะวางอยู่บน PCB แน่นอนว่าใน mechanical keyboard มันก็มี pcb เหมือนกัน ส่วน hand wire keyboard มันคือก็คือ keyboard ที่ไม่มี pcb ใช้แค่สายไฟเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆเท่านั้นเอง

ข้อดีของการที่ไม่มี pcb อย่างแรกก็คือ ไม่ต้องไปเรียนรู้เรื่องออกแบบ pcb ให้วุ่นวาย ซึ่งถ้าทำอะไรผิดพลาดในการออกแบบ pcb สักจุดหนึ่ง แผงวงจรนั้นก็ใช้ไม่ได้เลย อย่างที่สองการผลิตแผงวงจรด้วยจำนวนน้อยนั้น ใช้เงินค่อนข้างเยอะ เราจึงประหยัดเงินตรงส่วนนี้ไป

ส่วนข้อเสียของ hand wire ก็คือ เราต้องมีความระมัดระวังในการประกอบงานค่อนข้างมาก เพราะเกิดการลัดวงจรได้ง่าย และข้อเสียอีกอย่างคือ ใช้พื้นในการวางอุปกรณ์เยอะ และสุดท้ายคือมันดูรกตามาก

What you need to get start

อย่างแรกที่คุณต้องมีคือ .. ใจรัก และอย่างที่สองคือ งบสัก 4000 – 5000 บาท  .. ห๊าา อะไรนะ ทำไมแพงงี้อ่ะ ? ครับแพง ผมไม่เถียง เพราะในเงินจำนวนนี้ ต้องนำไปใช้ซื้ออุปกรณ์เพื่อมาประกอบ เป็น keyboard ซึ่งก็จะมี

สวิตช์ ( MX Switch )

สวิตช์ในโปรเจคนี้เลือกใช้ Cherry MX Switch ถ้าไม่อยากใช้ยี่ห้อนี้จะเลือก MX Clone ยี่ห้ออื่นก็ได้ เช่น Kail, Gaote , Gateron หรือ Geetech ก็แล้วตามสะดวก อยากได้ switch สีไหน ก็เลือกได้ตามใจ ส่วนจำปุ่มที่ใช้ ก็ขึ้นอยู่กับ laybout ที่ต้องการ และราคาของ cherry switch จะตกประมาณปุ่มละ 30 บาท

สเตบิไลเซอร์ (MX Stabilizer Kit)

คืออุปกรณ์ที่ทำให้ปุ่มที่มีความยาวมากหน่อยเช่น space bar นั้น มีความมั่นคงเวลากด ซึ่ง stabilizer นี้ก็จะมีด้วยกันสองแบบคือ cherry mx และ costa ในโปรเจคนี้ ผมเลือกใช้ cheery mx stabilizer ราคาประมาณ 200 บาทต่อชุด คือสำหรับปุ่ม enter , backspace , shift และ space bar

ไดโอด (Diode)

ตามจำนวนปุ่ม ราคาประมาณ อันละ 1 บาท

สายไฟ

ขนาดเล็ก 0.3 – 0.5 สัก 6 เมตร เอาหลายๆสีหน่อยก็ได้ จะได้แยกง่าย ราคาประมาณเมตรละ 5 บาท สำหรับโปรเจคนี้จะใช้ประมาณ  6 เมตร

เพลท (Keyboard Plate)

ในเมื่อเราทำ hand wire และไม่มีแผ่น pcb ให้วางอุปกรณ์ เราจึงต้องมี plate เพื่อใช้สำหรับยึดอุปกรณ์เช่นสวิตช์ โดย plate ที่ว่านี้มันก็คือแผ่นเหล็กที่ วางอยู่ด้านบนก่อน PCB ชั้นหนึ่ง ซึ่งมันจะมีหน้าที่เป็นตัวรองรับสวิตช์ อันที่จริงแล้ว keyboard นั้นไม่จำเป็น ต้องมีแผ่น plate นี้ก็ได้ แต่ส่วนมากจะใส่ไว้เพื่อทำให้แข็งแรงมากขึ้น อย่าง filco ก็มี plate แต่ poker นั้นไม่มี plate แต่อย่างใด ราคาประมาณ 500 – 1000 บาท

เคส หรือ bottom plate

ถ้าสมมติว่าจะออกแบบ hand wire keyboard ให้เป็นแบบ full keyboard , ten key less ( tkl) หรืออาจจะเป็นแบบ 60% ก็สามารถซื้อเคส หรือนำของเก่ามาใช้ได้ แต่เนื่องจากโปรเจคนี้ keyboard layout นั้น ไม่มีเคสรองรับ เราจึงต้องทำ bottom plate ขึ้นมาด้วย

ปุ่มกด (key caps)

เลือกตามใจชอบเลย จะเป็น abs หรือ pbt ก็ได้ราคาประมาณ 800 บาทขึ้นไป

Development Board

นี่คือหัวใจหลักของโปรเจคนี้ เราต้องใช้ development board เพื่อกำหนดว่าปุ่มไหน ทำงานอย่างไร และในโปรเจคนี้ ก็ได้เลือกใช้ Teensy 2.0 ซึ่งมีราคา 800 – 1200 บาท

อุปกรณ์ในการบัดกรี ( Soldering Tools)

ก็อย่างเช่น หัวแร้ง ตะกั่ว ถ้าไม่อยากซื้อใหม่ ตอนนี้ใน กทม ก็มีพวก maker club ให้เข้าไปใช้บริการ ก็ลองหาๆข้อมูลดูครับ

Keyboard Matrix

ก่อนที่ จะไปลงมือทำ เราควรจะเข้าใจก่อนว่า การทำงานของ keyboard นั้นทำอย่างไร ? การทำงานของ keyboard นั้นไม่ได้ซับซ้อน หลักการง่ายๆก็คือว่า สวิตช์จะเชื่อมต่อกับ ขาของไมโครคอนโทรเลอร์ เช่น ปุ่ม A อาจจะเชื่อมกับขา (pin) ที่ 1 ส่วนปุ่ม B เชื่อมกับ pin ที่ 5 ถ้าหากกดปุ่มสวิตมันก็จะเชื่อมสัญญาณไฟฟ้า (เหมือนที่เปิดสวิตหลอดไฟนั่นแหละ) เมื่อไฟฟ้าไหลผ่านได้ มันก็จะวิ่งไปยังขาของไมโครคอนโทรเลอร์ และไมโครคอนโทรเลอร์ก็จะเป็นผู้กำหนดว่า สัญญาณาเข้ามาขาที่ 1 นี้ให้ส่งสัญญาณไปบอกกับคอมพิวเตอร์ว่าคือ กดตัว A อีกที

อย่างที่ได้อธิบายไป ว่า ปุ่มแต่ละอันต้องเชื่อมต่อกับ pin  ของไมโครคอนโทรเลอร์  แต่เนื่องจากว่าจำนวน pin ของ micro controller นั้นมีจำกัด ถ้าจะแยก 1 switch ต่อ 1 pin ก็จะทำให้ micro controller ของเรานั้น ราคาแพง และมีขนาดใหญ่ ดังนั้น แล้วเค้าจึงได้ออกแบบใหม่ ให้ปุ่มหลายๆอันเชื่อมต่อกันเป็นแถวแนวตั้ง (col) และแนวนอน (row) เรียกว่า keyboard matrix เมื่อกดปุ่ม สัญญาณจะถูกส่งออกมาว่า กดจาก row และ col ไหน จากนั้นไมโครคอนโทรเลอร์ ก็ประมวลผลและส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์  ฉะนั้นแล้ว จำนวนขา ที่ใช้ ก็จะเหลือเพียงแค่จำนวน row กับ col ทั้งหมดนั่นเอง

Designed your own keyboard

ในการออกแบบ keyboard นั้นเราต้องวาง layout ของ keyboard กันก่อน ว่าอยากให้ปุ่มอะไรอยู่ตรงไหน และถ้ายิ่งมีปุ่มเยอะ ก็จะยิ่งแพง ดังนั้นแล้วแทนที่เราจะทำ keyboard layout แบบปกติที่มี 104 ปุ่ม เราก็จะออกแบบ layout ใหม่เพื่อให้ปุ่มกด ลดลง แต่ยังได้ฟังก์ชั่นการใช้งานเหมือนเดิม ด้วยการเขียน firmware เข้าไป

ผมก็ได้วาง layout ประมาณนี้

keyboard-layout

จาก layout จะเห็นว่าจำนวนของปุ่มกดมีเพียงแค่ 68 ปุ่ม เมื่อวาง layout เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้น ก็เริ่มสร้าง top plate จาก layout ที่ได้มา ซึ่งก็จะมีหน้าตาประมาณแบบนี้

plate

เมื่อได้ plate แล้ว ( ทั้ง top , mid , bottom ) ก็สั่งให้โรงงาน laser cut ตัดแผ่น อลูมิเนียมตามแบบที่เราได้ทำไว้ ซึ่งปกติ มักจะใช้อลูมิเนียมความหนา 1.5 – 2 mm.

1

ในรูปด้านล่าง ก็คือ bottom plate ซึ่งจะมี น๊อตสูงประมาณ 10 mm ไว้เป็นตัวเชื่อมต่อกับ top plate

3

Choose your MX Switch

เมื่อมี plate แล้ว ต่อไปเราก็จะเริ่มนำ switch ที่ต้องการมาประกอบเข้ากับ plate

4

จาก switch ที่ผมมีในตอนนี้คือ เขียว (MX Green) , ขาว (MX White) และ ใส ( MX Clear ) ก็ตัดสินใจว่าจะเอา MX Clear มาใช้ และแน่นอนว่า ต้องเตรียม Stabilizer ไว้สำหรับ space bar , enter , backspace และ shift ด้วย

6

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็เริ่มต้นด้วย switch ตัวแรกกันก่อน

7

เวลาที่ใส่ปุ่มเข้าไปในช่อง ให้สังเกตว่า ตัวหนังสือ Cherry จะอยู่ด้านบน

_DSC0189

เมื่อกลับด้าน ถ้าหาก pin สวิตช์ด้านซ้ายบน อยู่สูงกว่าบนขวา ก็แสดงว่าใส่ถูกต้องละ เมื่อเรียงจนเต็ม plate แล้วก็จะได้ดังรูป

_DSC0204

ถ้ากลับด้านมาก็จะเป็นแบบนี้

_DSC0206

เมื่อเรียงสวิตช์เสร็จแล้ว ผมแนะนำให้ใส่ Stabilizer เข้าไปด้วยเลย เพราะถ้าใส่ทีหลังจะลำบาก เพราะมันจะติดสายไฟ

Soldering

เมื่อปุ่มได้วางบน plate เรียบร้อยในขั้นตอนต่อไปก็เริ่มการบัดกรีไดโอทเข้ากับสวิตช์

_DSC0211

เราจะบัดกรีขา ของปุ่มด้านซ้าย กับไดโอทที่ถูกดัดให้เป็นตัว Lที่ต้องดัดให้งอ ก็เพื่อที่จะได้ไปเชื่อมต่อกับไอโอดตัวถัดไป ในการวางไดโอด ให้ถูกด้านด้วยนะครับ (สีดำต้องอยู่ด้านล่าง) ไม่งั้นมันจะไม่ทำงาน และเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะได้ดังนี้

_DSC0223

ในรูป บริเวณ space bar ขาของไดโอท จะยาวไม่พอ ก็ให้เชื่อมต่อด้วยสายไฟแทน และพยายามให้ไอโอทและขาอยู่ภายในสวิตช์ อย่าให้ขาล้ำยาวยื่นออกมาด้านล่างมากเกินไป เพราะเสี่ยงต่อการที่ส่วนหนึ่งส่วนใดไดโอท จะสัมผัสกับแผ่น plate หรือติดดับแถวด้านล่าง มันจะทำให้เกิดการลัดจงจร

เมื่อเชื่อมต่อไดโอดเสร็จแล้ว ต่อมาก็เริ่มเชื่อมในส่วนแนวตั้งเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนนี้เราจะใช้สายไฟเป็นตัวเชื่อม

_DSC0225

ในขั้นตอนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ จะเชื่อมไดโอท (row) ก่อน หรือจะเริ่มที่สายไฟ (col) ก่อนก็ได้นะครับ แล้วแต่ถนัดเลย ซึ่งเมื่อทำทั้งสองอย่างเสร็จแล้วก็จะได้ประมาณนี้

_DSC0229

ในการเชื่อมต่อแนวตั้ง จะเห็นว่า บางแถวมี 5 ปุ่ม แต่บางแถวมีแค่ 4 ปุ่ม ก็ไม่เป็นไร และในลำดับต่อมา ก็จะทำการเชื่อมสายไฟ เข้ากับ ต้นแถวในแนวตั้ง ดังรูป

_DSC0266

ในส่วนปลายแถวแนวนอน (row) ก็เช่นกัน  _DSC0255

หากทุกอย่างเรียบร้อยดี เราก็จะเริ่มนำสายไฟ ที่ต่อจากสวิตช์เชื่อมเข้ากับ ไมโครคอนโทลเลอร์

_DSC0245

เวลาบัดกรี ก็เริ่มจากคอลัมน์แรกซึ่งจะเชื่อมต่อเข้ากับ ขาเบอร์ F0 ส่วนคอลัมน์ต่อมาเชื่อมกับ pin ในลำดับถัดมาทวนเข็มนาฬิกา จนกระทั่งครบทุกคอลัมน์ จากนั้นก็จะเชื่อมสายไฟในแต่ละแถว เข้ากับ pin ของบอร์ด อย่างที่เห็นในรูป

_DSC0263

Firmware

บัดกรีเสร็จเรียบร้อย ก็ตรวจสอบว่าไม่เกิดการลัดวงจร และสายไฟต่างๆได้เชื่อมต่อกันดีแล้ว แต่ไปก็จะเริ่มเขียน firmware และโหลดลงบอร์ด teensy 2.0 ของเรา ซึ่งการเขียน firmware นั้น ผมเริ่มจากการแก้ไข firmware ของ tmk เมื่อปรับแต่งเฟิร์มแวร์เสร็จ และทดสอบว่า ปุ่มต่างๆได้ทำงานถูกต้องแล้ว ก็จะเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือ ประกอบเคส

Case

เพื่อความสวยงาม ก็จะใช้ อะคีลิก เป็นตัวขั้นกลางระหว่าง top plate และ bottom plate และอย่างที่ผมได้บอกไป ถ้าหาก ทำ keyboard แบบ tkl , 60% หรือ full สามารถนำเคสที่มีอยู่แล้ว หรือจะซื้อใหม่มาใส่ก็ได้

_DSC0274

Put it all to gather

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ก็จะนำส่วนต่างๆมารวมกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนำมาใส่ในเคส ตัว board อาจจะมีส่วนใด ไปสัมผัสกับเคส ทำให้เกิดการลัดจร ดังนั้นผมจึงนำสติกเกอร์พลาสติกใส่ มาติดทับรองระหว่าง board กับ bottom อีกชั้นเสียก่อน และในส่วนสายไฟก็ตรวจสอบว่า มีความแข็งแร็ง ไม่หลุดง่าย เพื่อให้แน่ใจว่า มันจะไม่หลุด

_DSC0281

เมื่อทุกอย่างทำเสร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ การใส่ keycaps และเราก็จะได้ keyboard  อันแสนสวยงามนี้

_DSC0293

Summary

กว่าจะประกอบเสร็จใช้เวลาหลังเลิกงานประมาณ 2 สัปดาห์ และทำอะไรผิดพลาดหลายอย่าง ตั้งแต่การบัดกรี หรือเขียน firmware และเมื่อทำเสร็จ ก็เอาไปให้คนอื่นได้ดู หลายคนถามว่ามันดียังไง ถูกกว่า ซื้อเหรอ .. ผมก็จะยิ้มและบอกว่า เปล่า .. มันแพงกว่า และกว่าจะทำเสร็จใช้เวลาหลายวัน แต่ผมได้ความสนุกและความรู้หลายๆอย่างจากมัน

สำหรับคนที่สนใจอยากจะทำแบบบ้าง .. ยินดีให้คำปรึกษา จะส่ง email หรือ pm มาได้ทาง facebook ก็ได้ครับ

Review KBC Poker X

สวัสดีครับ เนื่องจากว่าวันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่เลยเอามา review ซะเลยละกัน

หลายๆคนน่าจะรู้จักับ mechanical keyboard ไปบ้างแล้วนะครับ ว่า mechanical keyboard คืออะไร สำหรับตัวนี้ที่ผมจะนำมา review คือ KBC Poker X ครับ ตัวนี้เป็น keyboard แบบ 61 ปุ่ม มีขนาดเล็กกระทัดรัดมาก

KBC Poker X

เริ่มจากแกะกล่อง ก่อนเลยละกันครับ

 

 

 

 

 

กล่องที่ให้มามีสีน้ำตาล เขียนไว้ข้างบนว่า Poker แล้วก็มีด้านข้าง กล่องเป็นรูปไพ่ ดูน่ารักดี

เมื่อเปิดกล่องก็พบกับ Keyboard ที่ห่อไว้ และด้านล่างสุดก็มี คู่มือภาษาจีน กับ สาย USB หนึ่งเส้น

น้ำหนักและขนาด

เท่าที่ผมใช้ mechanical keyboard มาเนี่ย เจ้า poker x เป็น keyboard ที่มีน้ำหนักน้อยมากครับ ถ้าเทียบกับ Filco แล้วเบากว่าเยอะมาก นั่นเป็นเพราะว่ามันไม่มีแผ่นเหล็กรองด้านล่าง ทำให้น้ำหนักเบา แต่ก็นั่นเหละครับ มันก็เป็นข้อด้อยด้วย เพราะความทนน้อยกว่าพวกเสริมแผ่นเหล็ก ส่วนขนาดของ keyboard นั้นก็เล็กมากๆครับ เล็กพอๆกับ Apple wireless keyboard ในรูปผมเอามาเทียบกับ iPhone กันให้เห็นเลยว่ามันเล็กแค่ไหน

 

 

วัสดุ

kbc poker นี้จริงๆแล้วมีสองรุ่นให้สั่งนะครับ คือรุ่นแบบใช้พลาสติก PBT กับ ABS ซึ่งก็แน่นอนว่า PBT นั้นมีราคาแพงกว่า ส่วนตัวที่ผมมีเป็นแบบ PBT ครับ วัสดุค่อนข้างดี แต่ว่าถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่น ผมก็คิดว่า มันก็ยังดูไม่เนียนเท่าไหร่ ปุ่มด้านบนยังเหลือเศษพลาสติกยื่นมาด้านหลังนิดๆ ( แต่ด้านที่เอาไว้กดเนียนเรียบ ) ถ้าเอาไปเทียบกับ Filco ก็ต่างกันเห็นๆ เพราะว่า Filco นั้นงานผลิตดีกว่ามาก แต่ก็นั่นเหละครับ ราคาของ Filco มันแพงกว่าเยอะ ส่วนการ print บนปุ่มเป็นแบบ padding นะครับ ตัวหนังสือ สีชมพูเข้ม บนปุ่มกดสีดำ

 

 

 

 

Switch

ตัวที่ผมได้มาเป็น cherry switch สีแดงครับ เท่าที่ลองๆ เทียบกับ filco ตัวที่ผมมีก่อนหน้านี้เป็น switch สีน้ำตาล ผมรู้สึกว่าตัวนี้มันกดง่ายกว่า สีน้ำตาล คือมันนิ่มกว่า  ไม่ค่อยมีแรงต้าน ถ้าเป็นตัวสีน้ำตาลจะมีแรงต้านตอนกดหน่อยๆ ทำให้ไม่เหมาะกับเล่นเกมส์เท่าไหร่เนื่องจากว่ามันกดง่ายเหลือเกิน ผมว่ามันเหมาะกับเอาไว้พิมพ์งานมากกว่านะครับ พิมพ์มันส์มือมากๆ ไว้ถ้ามีโอากาสลอง สีฟ้า เดี๋ยวผมจะเอามาเปรียบเทียบอีกทีว่ามันต่างกันแค่ไหน

หลังจากที่แกะเอาปุ่มออก จะเห็นแผงวงจร PCB ด้านล่างเป็นสีแดงสวยงาม

ลองแกะ switch มาดูว่ามันเป็นยังไง เอาแบบให้เห็น สปริงกันเลย ( ไม่แนะนำให้แกะตัว switch เองนะครับ เอาแค่ปุ่มก็พอละ )

ดูจากด้านบนอีกมุมจะเห็นว่าแผงวงจรเป็นสีแดงชัดเจน ส่วนไฟ LED มีสีน้ำเงินครับ

 

การใช้งาน

เนื่องจากว่า keyboard มันมีขนาดเล็กจำนวนปุ่มกดไม่มากนัก ทางผู้ผลิตจึงทำให้มันมี function key เอาไว้กดเพื่อใช้งาน key พิเศษต่างๆ เช่นกด FN + 1 ก็จะเป็น F1 เป็นต้น แต่ที่ผมแปลกใจคือ function key ที่มีมาให้นั้น มีปุ่มกดไว้เปิด web , calculator และ task manager ด้วย ซึ่งสะดวกมากๆ รวมถึงยังมี dip switch ให้เราสามารถปรับได้อีก 4 อย่างด้วยกัน เช่น ปิดปุ่ม Win , สลับ caplock กับ control เป็นต้น แม้ว่า keyboard จะมีปุ่มกดทีน้อยมาก แต่ด้วยการใช้ function key เข้าช่วย ก็ทำให้มันเป็นเหมือนใช้ full size ครับ

Mac Compatible

ผมนำ keyboard ตัวนี้ไปลองใช้กับ mac ก็ได้ทำงานได้ปกตินะครับ function การทำงานของปุ่มที่ไม่ได้เกี่ยวกับ mac เช่น task manager ทำงานไม่ได้ ( ก็แหงละมันไม่มี ใน mac ) ปุ่มกดลดเพิ่มเสียงก็ทำงานได้ แต่มีบางปุ่มที่มันทำงานไม่ได้เลย เช่น windows key ด้านซ้ายมือ มันจะกดไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ( โดยปกติแล้ว windows key จะถูกเปลี่ยนเป็น command key )  ก็ถ้ามันกดไม่ได้แบบนี้ก็เท่ากับว่า เราแทบจะไม่มีปุ่ม command ไว้ให้ใช้ทางด้านซ้าย เป็นจุดที่ค่อนข้างแย่เหมือนกัน เพราะว่า ใน mac นั้นใช้ command เยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น copy , paste ล้วนแต่ต้องใช้ command key

บทสรุป

ข้อดี

  • เบา ขนาดเล็กกระทัดรัด
  • ราคาไม่แพง ( ราคารุ่นต่ำที่สุด ประมาณ 370 หยวน เป็นเงินไทยก็ 1700 บาท )
  • วัสดุที่ใช้มีคุณภาพดี
  • แม้มีปุ่มน้อย แต่ปุ่มพิเศษ FN ทำให้สามารถใช้งานได้เหมือนมี keyboard full size
  • สายต่อ usb ถอดได้
  • กดได้พร้อมกัน 6 ปุ่มผ่าน usb

ข้อเสีย

  • ปุ่ม windows , command ด้านซ้ายไม่ทำงานบน mac ( ถ้าใช้กับ pc ก็ไม่มีปัญหา )
  • ตัวหนังสือบนปุ่มกด มีสีค่อนข้างมืด ใช้งานในที่มีแสงน้อยลำบาก
  • ไม่มีที่ปรับความสูงของ keyboard
  • งานยังไม่เนียบ ( แต่ถ้าเทียบกับ keyboard ทั่วไปตามท้องตลาด ก็ดีกว่าเยอะมาก )
  • ไม่เหมาะกับเล่นเกมส์

Review – Filco Majestouch Ninja ( Keyboard )

วันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่ครับ เลยถือโอกาสเอามา review ซะเลย เพราะคิดว่าหลายคนคงยังไม่รู้จัก Keyboard ชนิดนี้กัน นั่นคือ Mechanical keyboard บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยรู้จักเลยว่า mechanical keyboard คืออะไร ? แต่วันนี้ผมจะเล่ารายละเอียดอย่างคร่าวๆให้ฟังครับว่ามันคืออะไร

โดยปกติแล้ว Keyboard ที่ใช้ใน Computer ทั่วไปๆไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดครับคือ

  • Rubber dome
    ซึ่ง Keyboard แบบนี้จะใช้แผ่นยางเป็นตัวให้สัญญาณ และใช้แผ่นวงจรรวมกัน ( ถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผ่นยาง ) เหมือน remote ทีวีนั่นเหละครับ
  • Mechanical
    ส่วน Keyboard แบบนี้จะใช้ switch ครับ คือแต่ละตัวจะแยกอิสระจากกัน

แต่กว่า 99% keyboard ที่ใช้กันปัจจุบันเป็น keyboard แบบ rubber dome ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบง่ายๆครับ เพราะว่ามันราคาถูกและผลิตง่าย จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายกว่าแบบ mechanical แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีก่อน computer นั้นเป็นของที่มีราคาแพงมากๆ ฉนั้น keyboard มักจะถูกผลิดเป็นแบบ mechanical ครับเพราะด้วยความที่มันคงทนและมีคุณภาพดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป keyboard แบบนี้ก็ถูกแทนที่ด้วย keyboard แบบ rubber dome ที่ราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นว่าปัจจุบันแทบจะเป็น keyboard แบบ rubber dome ไปหมดแล้ว

แล้ว keyboard ที่มีอยู่ตอนนี้เป็นแบบไหน ? rubber dome หรือว่า mechanical คำตอบง่ายๆครับ คือหน้าตาของเจ้า rubber dome ถ้าแงะมันออกมาก็จะเห็นแผ่นวงจรเล็กๆ พร้อมกับแผ่นยาง ดังรูป

http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm
credit: http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm

 

ในกรณีที่เป็น Keyboard ของ Notebook จะเป็นแบบ rubber dome ครับ แต่จะเป็นแบบพิเศษที่เรียกว่า Scissor Switch คือมันจะต่างกับ rubber dome ทั่วไปตรงที่กลไกลการทำงานมันจะเหมือนกรรไกร ทำให้ใช้เวลาในการเคลื่อนจากจุดบนสุดไปยังจุดต่ำสุดได้เร็ว และค่อนข้างบาง ถ้าแกะออกมาดูก็จะเห็นลักษณะแบบนี้

แต่ mechanical keyboard นั้นจะต่างจาก rubber dome ครับ คือจะมีแผงวงจร ที่แยกกัน และถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผงวงจรทั้งแผ่น เลยครับ มีน้ำหนักมาก และราคาแพงกว่า rubber dome มากครับ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2000 บาท

ในปัจจุบัน ความนิยมใน Mechanical Keyboard กำลังได้รับความนิยมอีกครั้ง ครับ เพราะว่าบรรดาเหล่า Gamer นั้น ต้องการ Keyboard ที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองเร็ว ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์ ก็เลยหันมาผลิต keyboard แบบนี้มากขึ้น ดังนั้นแล้วมันก็ส่งผลดีต่อตลาด mechanical keyboard โดยรวมครับ เพราะว่ามันทำให้เรามี keyboard ให้เลือกใช้หลากหลายขึ้น และตอบสนองการใช้งานมากขึ้น นอกจากการเล่นเกมส์แล้วในวงการอุตสาหกรรมหรือบริษัท ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีความคงทนต่อการใช้งานสูง เช่นสายการบิน ธนาคาร ก็ต้องการ keyboard แบบนี้ครับ หรือที่พบได้ง่ายกว่านั้นก็คือ บริเวณที่คิดเงินของ Supermarket

เรามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของ Mechanical Keyboard เพิ่มอีกสักนิด

Mechanical Keyboard Switch

อย่างที่ผมบอกไปครับว่า Mechanical Keyboard เค้าใช้สวิช (switch) และในปัจจุบัน switch ที่นิยมใช้นั้น ผลิตจากบริษัทในเยอรมันชื่อ Cherry ดังนั้นแล้วจึงนิยมเรียก switch ที่ผลิตจากบริษัทนี้ว่า cherry switch นั่นเอง แต่ cherry switch นั้นมีหลายแบบมากครับ แบ่งคุณสมบัติต่างๆตามสี ผมจะขออธิบายแค่บางรุ่นนะครับ

Cherry MX Black Switches

ลักษณะการทำงานของ switch ตัวนี้ครับเป็นดังรูป

ตัว cherry black นี้จะมีการดีดของสริงมากกว่าสีอื่นครับ   และต้องใช้แรงกดมากกว่าสีอื่น ( แม้ว่ามันใช้แรงกดมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันปุ่มมันแข็งกดไม่ลงนะครับ ยังไงมันก็กดง่ายและดีกว่า rubber dome แน่นอน ) การเคลื่นที่ของ key จะเป็นลักษณะ linear ( คือตั้งแต่กดลง จนดีดกลับจะมีแรงเท่าๆกัน ) มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับสีอื่น ฉะนั้น switch แบบนี้เหมาะกับการเล่นเกมส์เป็นอย่างมากครับ ในท้องตลาดเราจะเห็น keyboard สำหรับ Gaming นั้นใช้ switch แบบนี้แทบจะทั้งหมด เช่น Steelseries G7 หรือ Razer Blackwindows Ultimate , Thermaltake Meka G1

Cherry MX Blue Switches

 

สำหรับ switch แบบนี้ เป็น switch ที่เหมาะสำหรับ การพิมพ์งานมากที่สุดครับ เวลากดจะมีเสียงดัง “คลิ๊กๆ” คล้ายๆตอนกด mouse เลยเรียกอีกชื่อว่า clicky switch มีแรงดีดกลับของสริงพอสมควร โดยปกติแล้ว keyboard สำหรับงานพิมพ์โดยทั่วไปจะนิยมใช้ switch แบบนี้ครับ และพบได้เกือบทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น das keyboard , Leopold , Ducky หรือ Filco เป็นต้น

Cherry MX Brown Switches


switch สีน้ำตาล นี้ใช้แรงกดน้อยกว่า สีฟ้าเสียอีก  คือประมาณว่ากด keyboard ไปครึ่งตัวก็มีตัวอักษรโผล่มาละ. switch ประเภทนี้จัดอยู่ระหว่าง keyboard สำหรับเล่นเกมส์และพิมพ์งานครับ คือจะเอาไปเล่นเกมส์ก็ใช้ได้ หรือจะเอาไว้พิมพ์งานก็โอเค และไม่มีเสียงคลิ๊ก

และนอกจาก 3 สีข้างต้นยังมี สีแดง สีขาว  แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก และหาซื้อยาก

โดยปกติแล้ว switch แต่ละสีจะมีอายุการทำงานไม่เท่ากันครับ แต่ก็มากกว่าสิบล้านครั้งขึ้นไปครับ อย่างสีดำประมาณ 50 ล้านครั้ง ( เฉลี่ยอายุการใช้งานก็ประมาณ 20 ปี ) แต่ไม่ว่าจะเป็น สีไหนๆ ก็ล้วนแต่มีการสัมผัสและตอบสนองที่ดีกว่า rubber dome ครับ อย่างไรก็ตามสีของ switch ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนะครับว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า บางคนอาจจะใช้สีฟ้าเล่นเกมส์ หรือบางคนมือใหญ่เวลากดลงไปมีแรงมาก ก็อาจจะเลือกใช้สีดำเพื่อให้มีแรงดีดกลับที่ดีกว่าก็ได้  สุดท้ายต้องลองไปสัมผัสดูเองครับว่าชอบแบบไหน

Other switch

นอกจาก cherry switch แล้วยังมี switch แบบอื่นอีกนะครับ เช่น

  • Alps switch ก็เป็น switch ที่พบได้ใน keyboard ของตามห้างขายของ ( เห็นปุ่มกดตัวเลขตามเครื่องคิดเงินร้าน Top Super Market ไม๊ครับ ) ที่เห็นขายๆในไทยตอนนี้ก็มียี่ห้อ GView K7 ( ถึงแม้รุ่นนี้จะมีสวิตสีฟ้า แต่การทำงานจะต่างจากสีฟ้าของ cherry switch เพราะเป็นคนละสวิต ) โดยเฉลี่ย keyboard switch แบบนี้ราคาถูกที่สุดถ้าเทียบกับ switch แบบอื่นๆ
  • Bucking spring switch เป็น keyboard ที่ผลิตโดย ibm แต่ภายหลังถูกซื้อไปโดยบริษัท unicomp
  • Topre switch เป็น switch ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการรวมคุณสมบัติของ rubber dome เข้ากับ cherry switch  ถึงแม้ว่าคุณสมบัติต่างๆของ switch แบบนี้จะดีมากๆ แต่ราคาก็แพงมากเหมือนกัน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 8000 บาท  ( Fujitsu – Happy Hacking Keyboard Professional HP Japan เป็น Keyboard ที่แพงที่สุดในโลกราคาประมาณ 1.3 แสนบาท ก็ใช้ Switch แบบนี้ครับ )

Plastic

พลาสติกในการผลิต ปุ่มของ keyboard ( Key caps ) ก็ยังแบบออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • PBT Plastic (Polybutylene Terephthalate)
    เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีมาก และความคงทนสูง ไม่เป็นเงามันง่าย (ความมันเงาที่เกิดจากการใช้งานบ่อยๆ ) แต่ราคาแพง
  • ABS Plastic (Acrylonitrile Butadiene Styrene)
    เป็นพลาสติกที่ไม่คงทนเท่า PBT เป็นเงาง่าย และสึกกร่อนง่ายกว่า และทนความร้อนต่ำ แต่ราคาถูกกว่ามาก

Printing Methods

การพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์นั้น ก็ยังแบ่งออกเป็น หลายๆแบบครับ โดยแบ่งได้ดังนี้

  • Pad printing
    การพิมพ์แบบนี้คือการใช้สีพิมพ์ลงไปบน key cap มีความคงทนน้อยที่สุด พบเห็นได้ใน Keyboard ทั่วๆไปๆ อย่าง Macbook รุ่นเก่าก็เป็นการพิมพ์แบบนี้

  • Laser etching
    เป็นการใช้ laser ยิงลงไปที่ตัว แป้นพิมพ์โดยตรง ทำให้ตัวหนังไม่เลือน แต่มีข้อเสียคือ มันสัมผัสได้ถึงตัวหนังสือ บนแป้น
  • Dye sublimation
    เป็นวิธีการเอาสีมาลงในส่วนของ เนื้อพลาสติกที่หายไป วิธีนี้ดีกว่าสองแบบที่กล่าวมา


  • Double-shot
    เป็นการเอาพลาสติก สองอันมาประกบกัน ข้อจำกัดของ Key ประเภทนี้ก็คือ มีได้แค่ สองสี แต่ผลที่ได้จากวิธีนี้ตัวหนังสือจะมีความคงทน และไม่เลอะเลือน

  • Laser Engraving เป็นวิธีใช้สารเคมีบางอย่างเคลือบส่วนที่ต้องการและการใช้เลเซอร์ยิงลงไป key cap แบบนี้พบได้ใน keyboard ที่มีตัวหนังสือโปร่งแสงเช่น macbook pro รุ่นใหม่ หรือ Steel series G7

เอาละครับพอรู้เบื้องต้น ของส่วนประกอบต่างๆของ Keyboard ไปแล้ว

มาดูว่าวันนี้ผมมี Keyboard อะไรมาให้ชม นั่นก็คือ

Filco Majestouch Ninja Tenkeyless

Keyboard ตัวนี้ผมสั่งมาจาก Hongkong ครับ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็นับว่าไม่นานเท่าไหร่ โดย keyboard รุ่นนี้เป็น keyboard แบบ tenkeyless ครับ หมายความว่า ตัดปุ่มพวก numpad ด้านขวาออกไป ทำให้ Keyboard ขนาดเล็กลง

เริ่มด้วยแกะกล่องกันเลยดีกว่าครับ ด้านหน้าของกล่องมีสีดำ พร้อมนินจา

ข้างหลังบอกรายละเอียดต่างๆ ( Filco Keyboard นี้บริษัทของบริษัทญี่ปุ่น แต่รุ่นนี้ผลิตในไต้หวัน )

แกะกล่องออกมา ก็จะเห็น Keyboard หน้าตาแบบนี้ครับ

ถ้ามองจากข้างบนจะเห็น Keyboard มีสีดำสนิท ไม่มีตัวหนังสือใดๆ  อยู่บน Key cap เลย

แต่เมื่อมาดูด้านข้างกัน ก็จะเห็นว่ามีตัวหนังสือแอบซ่อนไว้ ( ถึงได้ชื่อรุ่นนี้ว่ารุ่น Ninja ) เท่ไม่เบา เอามาวางเข้ากับ mouse ก็ดูดีมากทีเดียว
รุ่นนี้ตัวหนังสือ Filco ด้านล่างขวาเป็นโลหะสีดำมัน สวยงาม และนอกจาก keyboard แล้วยังมี อุปกรณ์เสริมอีก 3 อย่างครับคือ

  • Key cap Puller
  • Windows Key cap 2 ชิ้น
  • PS2/USB

ซึ่งเราสามารถใช้ Key puller ช่วยอำนวยความสะดวกในการแกะ key cap และมี USB/PS2 ไว้ใช้งานอีกด้วย

หลังจากเห็นหน้าตาและความสวยงามของ Filco Majestouch Ninja ไปแล้ว เราก็ลองมาแกะดูภายในกันครับ
เมื่อทำการแกะ keycap ออกมาดูก็จะเห็น cherry switch เป็นสีน้ำตาล

 

เนื่องจากว่า Keyboard แบบนี้สามารถแกะปุ่มออกมาได้ เราจึงสามารถเอา Key Cap เจ๋งๆ มาเพิ่มความงามให้กับ Keyboard ได้อีกต่างหาก

คุณภาพโดยรวมของ Keyboard  นั้นต้องบอกว่า พลาสติกที่ใช้นั้นมีคุณภาพที่ดีมาก การประกอบงานดีสมกับราคา รวมถึงตัวหนังสือบน key cap ต่างๆล้วนแล้วแต่พิมพ์มาอย่างดี ( key cap ใช้ Pad Print ) น้ำหนักประมาณ 1 -2 กิโล โดยรวมแล้ว สุดยอดครับ

Mac Compatible & Extra Feature

เท่าที่ผมได้ทดสอบกับ iMac พบว่า Keyboard นั้นใช้งานได้ครับ โดยที่ mac os นั้นจะมองเห็นเป็น keyboard usb ปกติ ( US Layout ) ทำให้ไม่สามารถใช้ Media Key บางอย่างได้ เช่นการลด หรือเพิ่มเสียง แต่อย่างอื่นๆก็ยังทำได้ครบครับ เช่น ปรับแสงหน้าจอ การใช้ expose , dashboard ก็ยังใช้ได้ ถ้าหากอยากใช้งานพวก media key ได้ ก็จะมี mechanical keyboard อย่าง  Matias Tactile Pro 3.0 หรือ Happy Hacking Keyboard ( มี switch เป็นแบบ Topre และราคาแพง )

keyboard รุ่นนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษ N-Key rollover ด้วย นั่นคือ การกด Key ได้พร้อมกันไม่จำกัดจำนวน  ก็อย่างที่บอกไปครับว่า mechanical keyboard นั้นทำงานอิสระ จากกัน ดังนั้นมันจึงสามารถส่งสัญญาณได้แยกกัน เท่าที่ผมทดสอบ การใช้กับ usb จะใช้ได้ประมาณ 7 key พร้อมกัน ส่วน PS2 นั้นใช้ได้ไม่จำกัด ( ทดลองใน windows )

วิธีทดสอบว่า Keyboard ที่ใช้อยู่นั้นว่ามี N-Key หรือเปล่าทดสอบได้ง่ายๆเลยครับ คือลอง กด Shift ทั้งสองข้างพร้อมกัน และพิมพ์ข้อความ ลงใน textbox สีขาวตามนี้ครับ

the quick brown fox jumps over the lazy dog

 

แล้วดูผลลัพธ์ว่าได้แบบนี้หรือเปล่า

THE QUICK BROWN FOX JUMPS OVER THE LAZY LOG

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ อาจจะได้

HE QUIC BROWN OX UMP OVER HE Z OG

จะเห็นได้ว่า ตัวหนังสือมาไม่ครบ

หรือทดสอบแบบจากตรงนี้ก็ได้


หลายคนอาจจะถามว่า ต้องแคร์ด้วยเหรอกับ จำนวน key ที่กดได้พร้อมกัน คำตอบคือแล้วแต่การใช้งานครับ ( สำหรับผมใช้พิมพ์งานเป็นหลักเลยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าเล่นเกมส์ก็อาจจะจำเป็นครับ )

Summary

ถ้าหากกำลังมองหา Keyboard ไว้ใช้งานดีๆสักตัว ผมบอกได้เลยครับว่า ซื้อ Mechanical Keyboard มาใช้แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้ Keyboard แบบเก่าเลย อย่างตัวผมเองต้องใช้ Keyboard ไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชม. ดังนั้นแล้วถ้ามี keyboard ดีๆ มันก็น่าจะดี แต่ก็อย่างที่บอกไปครับว่า keyboard แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดจะซื้อผมแนะนำให้หาข้อมูลก่อนครับ ยิ่งถ้าต้องนำมาใช้กับ mac ด้วยแล้วต้องดูก่อนด้วยครับว่า มันใช้งานด้วยกันได้ด้วยหรือเปล่า

สำหรับวันนี้ก็ขอลาละครับ

 

credit: http://www.overclock.net/keyboards/491752-mechanical-keyboard-guide.html