Tag Archives: hardware

เลือกซื้อ Mac สำหรับ การพัฒนาโปรแกรม (ภาค Mac mini)

ผมเคยได้เขียนเกี่ยวกับ แนวทางในการเลือกซื้อ mac สำหรับไว้ใช้เขียนโปรแกรม ไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนๆ  และในปี 2014 นี้ Apple ก็ได้เปลี่ยน model ของ Mac ครบทุกรุ่น โดยเริ่มตั้งแต่ฝั่ง Labtop คือ Macbook Air และ Macbook Pro

Macbook Air – Macbook Pro

ในส่วนของโน๊ตบุ้คนี้ การใช้งานในการเขียนโปรแกรมโดยรวมแล้ว ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า Macbook Pro นั้นแรงกว่า Macbook Air แทบจะทุกๆด้าน เพราะ CPU, Graphic ที่เร็วกว่า ทำให้ Macbook Pro นั้นชนะ Macbook Air ขาดลอย .. ถ้าคิดจะเลือก Macbook Pro มันก็เหลือแค่การตัดสินใจว่า จะเอา retina หรือเปล่า และเลือกใช้จอ ขนาดเท่าใด ก็เท่านั้นเอง ..

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Macbook Pro นั้นแพ้ Macbook Air อย่างแน่นอนคือ เรื่องความ เบา และบาง  ถึงแม้ว่าโมเดลใหม่ จะมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน แต่ Macbook Pro ก็ยังหนัก และหนา กว่า Air อย่างมาก สำหรับคนที่ไปไหนมาไหน บ่อยๆอย่างผม การจะถือของมีน้ำหนักเยอะๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย โดยเฉพาะ หากต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะน้ำหนักของ สิ่งของเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งสัมภาระเยอะและหนัก ก็ยิ่งลำบากและหงุดหงิดในการเดินทาง ดังนั้น Macbook Air มันก็ตอบโจทย์สำหรับคนกลุ่มอย่างผมได้ดีกว่า .. ลดประสิทธิภาพของเครื่องลง แต่ได้ความเบาสบายมาแทน อย่างไรก็ตาม Macbook Air รุ่นจอเล็ก 11″ นั้นผมไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เพราะ เนื่องจากจอภาพมีขนาดเล็กเกินไป เขียนโปรแกรม ลำบาก อย่าลืมว่าหากเขียน iOS ต้องมีหน้าจอ iOS Simulator เข้ามาอีก

ดังนั้นหากตัดสินใจ จะเลือกซื้อ Pro หรือ Air แนะนำให้เลือกจาก การใช้ชีวิตประจำวันเป็นหลัก .. ถ้าไม่ค่อยได้เดินทาง หรือไม่ได้ถือไปไหนมาไหนบ่อยๆ ก็ยังแนะนำให้เลือก Macbook Pro เพราะเครื่องมันแรงกว่าเยอะ แต่ถ้าต้องเดินทางบ่อยๆ ชอบเอาไปไหนมาไหนด้วย  ผมแนะนำให้ซื้อ Macbook Air ถึงแม้ว่า spec มันจะด้อยกว่า แต่จะได้ความสะดวก บางและเบา กลับคืนมาแทน

** หากต้องการ upgrade ram ให้ทำตั้งแต่ตอนซื้อเลย เพราะทั้ง Macbook Air และ Macbook Pro Retina ไม่สามารถเพิ่ม ram ได้ภายหลัง **

iMac

ถ้าคิดจะซื้อ desktop สักเครื่อง iMac ก็คงเป็นคำตอบแรก ในปัจจุบัน (2014) มีเครื่อง iMac หลาย model ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 21 กับ 27 นิ้ว ถ้าชอบหน้าจอใหญ่ๆ ก็แนะนำ 27 นิ้ว แต่ส่วนตัวคิดว่า 21 นิ้ว ก็เพียงพอแล้ว เคยใช้ 27 นิ้วแล้วมันใหญ่เกินไป มองไม่ทั่วจอ อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดเลย หากเงินถึง และชอบจอใหญ่ๆ จะซื้อ 27 นิ้วก็ได้  ในการเลือกซื้อ iMac นี้ผมไม่แนะนำให้ซื้อรุ่น iMac 21 นิ้ว รุ่นต่ำสุด (cpu 1.4GHz dual-core Intel Core i5) เพราะประสิทธิภาพมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับ Macbook Air ควรจะซื้อรุ่น 21.5 inch, 2.5 GHz ขึ้นไป จะคุ้มค่าเงินมากกว่า

iMac Retina – 5K ?

โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องลงทุนซื้อรุ่น retina  เพราะสิ่งที่เราใช้งานเป็นประจำก็คือ การเขียนโปรแกรม ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องการจอละเอียดขนาด 5K

 

Mac Pro

คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องความแรง เพราะ Mac Pro  ตัวใหม่นี้แรงระดับพระกาฬ แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับราคาโหดมากๆ คือเกือบแสนบาท แต่อย่างไรก็ตาม Mac Pro นี้จะให้ความคุ้มค่าในระยะยาว มากกว่า model อื่นๆ คือพูดง่ายๆว่า อย่างเช่น Mac Pro ตัว 2008 นั้นเร็วเท่ากับ iMac ปี 2012 สรุปว่ากว่าที่ iMac จะตาม Mac Pro ทันก็ต้องใช้เวลากว่า 4 ปี ดังนั้นแล้วในระยะยาว ถ้าซื้อแล้วใช้เกิน 5 ปี ก็คุ้มค่ามาก ต่อการลงทุน

Mac Mini

มาถึงเจ้าน้องเล็กคนสุดท้อง ของตระกูล Mac ผมต้องบอกเลยว่า ผิดหวังกับตัว Mac Mini 2014 มากทีเดียว เนื่องจาก ความเร็วโดยรวมต่อราคานั้น ลดลง .. อีกทั้งไม่สามารถเปลี่ยน ram ได้เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ในรุ่น model กลาง คือ 2.6 GHz นั้น ได้ CPU dual core i5  แต่จ่ายราคา 24000 บาท .. ส่วน Mac mini ปี 2012 รุ่น quad core i7 ก็มีราคาเท่ากัน คือ 24000 ( อิงราคาจาก iStudio ณ วันที่เขียน) คือเรียกว่า .. ถ้าใช้เงินเท่ากัน ไปซื้อ model เก่า จะได้ความเร็วที่มากกว่า รุ่นใหม่ ด้วยซ้ำไป .. แต่สิ่งที่จะได้จากรุ่นใหม่ คือการ์ดจอที่แรงกว่าตัวเดิม นิดหน่อยเท่านั้นเอง … ผมถึงได้บอกว่า น่าผิดหวังมากสำหรับตัวใหม่

ดูจากการรูป ถ้าหากพิจารณาจากการทำงานแบบ Single Core จะเห็นว่ารุ่น ปี 2014 นั้นเร็วกกว่า ปี 2012 แค่นิดหน่อยเท่านั้น

macmini-october-2014-singlecore-thumb

และในส่วนผลลัพธ์ของการทำงานแบบ Multicore จะเห็นได้ว่า Mac Mini ปี 2014 นั้น แพ้ ปี 2012 (i7) แบบราบคาบ

macmini-october-2014-multicore-thumb

ดังนั้นแล้ว ผมจึงไม่แนะนำให้ซื้อ Mac Mini เลย ยกเว้นว่า งบ จำกัดมากจริงๆ เพราะมันเป็นตัวเลือกที่ไม่คุ้มเอาเสียเลย

Image Ref: http://www.primatelabs.com/blog/2014/10/estimating-mac-mini-performance/

เลือกซื้อ Mac รุ่นไหนให้เหมาะกับการเขียนโปรแกรม

สืบเนื่องจากว่า มีคนถามผมเข้ามาว่า จะซื้อ Mac รุ่นไหนดี เพื่อเอามาเขียนโปรแกรม ? ผมตอบง่ายๆเลยครับว่า ถ้าเป็นเครื่องตั้งแต่ปี 2012 รุ่นไหนก็ได้ครับ ง่ายๆแบบนี้เหละ ไม่ว่าจะเป็น iMac , Macbook , Macbook Air , Mac Pro , Mac Mini ได้หมด เพราะเอา spec มาดูแล้ว มันทำงานกับ XCode ได้ไม่มีปัญหาครับ ไม่ช้าด้วย ที่ผมบอกว่าเครื่องรุ่นใดก็ได้ตั้งแต่ปี 2012 ก็เพราะว่าเครื่องที่มี spec ต่ำที่สุดในปี 2012 นั่นก็คือ Macbook Air 11″ มันก็ทำงานกับ XCode แบบสบายๆ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องว่ามันจะช้า แต่ถ้าเอาเครื่องเร็วกว่าไปเปรียบเทียบเครื่องที่มันช้ากว่า มันก็ดูช้ากว่าแน่นอนอยู่แล้วครับ

สรุปคือ spec แบบไหนก็ทำได้ครับ แต่ก็คงจะมีคำถามต่อไปใช่ไหม ว่าจะเลือกเครื่องแบบไหนดี ?

ก่อนอื่นต้องตอบตัวเองก่อนครับว่า

1. จะเอาแบบตั้งโต๊ะ หรือ Notebook
2. งบประมาณมีแค่ไหน

choose

 

คือถ้าหากต้องการแบบตั้งโต๊ะใช้งาน ส่วนตัวผมแนะนำให้ซื้อ iMac ครับ เพราะว่า iMac รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพที่คุ้มกับเงินมาก เครื่องก็บางมาก ตั้งไว้ที่บ้านเหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์เก๋ๆได้สบายๆ และเมื่อซื้อ iMac จะได้ทั้ง Mouse , Keyboard ของ Apple มาด้วยเลย (ถ้างบพอจะใช้ Fusion Drive ก็จะเร็วขึ้นมาอีก) พร้อมใช้งานได้ทันที iMac มีจอค่อนข้างใหญ่และสีสันจอภาพสดใสคมชัด ถึงจะไม่เทียบเท่า Cinema Display แต่ใช้งานทั่วๆไปก็แจ่มมาก  ข้อเสียของ iMac คือไม่มี drive dvd

Continue reading เลือกซื้อ Mac รุ่นไหนให้เหมาะกับการเขียนโปรแกรม

Review – Filco Majestouch Ninja ( Keyboard )

วันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่ครับ เลยถือโอกาสเอามา review ซะเลย เพราะคิดว่าหลายคนคงยังไม่รู้จัก Keyboard ชนิดนี้กัน นั่นคือ Mechanical keyboard บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยรู้จักเลยว่า mechanical keyboard คืออะไร ? แต่วันนี้ผมจะเล่ารายละเอียดอย่างคร่าวๆให้ฟังครับว่ามันคืออะไร

โดยปกติแล้ว Keyboard ที่ใช้ใน Computer ทั่วไปๆไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดครับคือ

  • Rubber dome
    ซึ่ง Keyboard แบบนี้จะใช้แผ่นยางเป็นตัวให้สัญญาณ และใช้แผ่นวงจรรวมกัน ( ถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผ่นยาง ) เหมือน remote ทีวีนั่นเหละครับ
  • Mechanical
    ส่วน Keyboard แบบนี้จะใช้ switch ครับ คือแต่ละตัวจะแยกอิสระจากกัน

แต่กว่า 99% keyboard ที่ใช้กันปัจจุบันเป็น keyboard แบบ rubber dome ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบง่ายๆครับ เพราะว่ามันราคาถูกและผลิตง่าย จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายกว่าแบบ mechanical แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีก่อน computer นั้นเป็นของที่มีราคาแพงมากๆ ฉนั้น keyboard มักจะถูกผลิดเป็นแบบ mechanical ครับเพราะด้วยความที่มันคงทนและมีคุณภาพดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป keyboard แบบนี้ก็ถูกแทนที่ด้วย keyboard แบบ rubber dome ที่ราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นว่าปัจจุบันแทบจะเป็น keyboard แบบ rubber dome ไปหมดแล้ว

แล้ว keyboard ที่มีอยู่ตอนนี้เป็นแบบไหน ? rubber dome หรือว่า mechanical คำตอบง่ายๆครับ คือหน้าตาของเจ้า rubber dome ถ้าแงะมันออกมาก็จะเห็นแผ่นวงจรเล็กๆ พร้อมกับแผ่นยาง ดังรูป

http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm
credit: http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm

 

ในกรณีที่เป็น Keyboard ของ Notebook จะเป็นแบบ rubber dome ครับ แต่จะเป็นแบบพิเศษที่เรียกว่า Scissor Switch คือมันจะต่างกับ rubber dome ทั่วไปตรงที่กลไกลการทำงานมันจะเหมือนกรรไกร ทำให้ใช้เวลาในการเคลื่อนจากจุดบนสุดไปยังจุดต่ำสุดได้เร็ว และค่อนข้างบาง ถ้าแกะออกมาดูก็จะเห็นลักษณะแบบนี้

แต่ mechanical keyboard นั้นจะต่างจาก rubber dome ครับ คือจะมีแผงวงจร ที่แยกกัน และถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผงวงจรทั้งแผ่น เลยครับ มีน้ำหนักมาก และราคาแพงกว่า rubber dome มากครับ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2000 บาท

ในปัจจุบัน ความนิยมใน Mechanical Keyboard กำลังได้รับความนิยมอีกครั้ง ครับ เพราะว่าบรรดาเหล่า Gamer นั้น ต้องการ Keyboard ที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองเร็ว ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์ ก็เลยหันมาผลิต keyboard แบบนี้มากขึ้น ดังนั้นแล้วมันก็ส่งผลดีต่อตลาด mechanical keyboard โดยรวมครับ เพราะว่ามันทำให้เรามี keyboard ให้เลือกใช้หลากหลายขึ้น และตอบสนองการใช้งานมากขึ้น นอกจากการเล่นเกมส์แล้วในวงการอุตสาหกรรมหรือบริษัท ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีความคงทนต่อการใช้งานสูง เช่นสายการบิน ธนาคาร ก็ต้องการ keyboard แบบนี้ครับ หรือที่พบได้ง่ายกว่านั้นก็คือ บริเวณที่คิดเงินของ Supermarket

เรามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของ Mechanical Keyboard เพิ่มอีกสักนิด

Mechanical Keyboard Switch

อย่างที่ผมบอกไปครับว่า Mechanical Keyboard เค้าใช้สวิช (switch) และในปัจจุบัน switch ที่นิยมใช้นั้น ผลิตจากบริษัทในเยอรมันชื่อ Cherry ดังนั้นแล้วจึงนิยมเรียก switch ที่ผลิตจากบริษัทนี้ว่า cherry switch นั่นเอง แต่ cherry switch นั้นมีหลายแบบมากครับ แบ่งคุณสมบัติต่างๆตามสี ผมจะขออธิบายแค่บางรุ่นนะครับ

Cherry MX Black Switches

ลักษณะการทำงานของ switch ตัวนี้ครับเป็นดังรูป

ตัว cherry black นี้จะมีการดีดของสริงมากกว่าสีอื่นครับ   และต้องใช้แรงกดมากกว่าสีอื่น ( แม้ว่ามันใช้แรงกดมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันปุ่มมันแข็งกดไม่ลงนะครับ ยังไงมันก็กดง่ายและดีกว่า rubber dome แน่นอน ) การเคลื่นที่ของ key จะเป็นลักษณะ linear ( คือตั้งแต่กดลง จนดีดกลับจะมีแรงเท่าๆกัน ) มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับสีอื่น ฉะนั้น switch แบบนี้เหมาะกับการเล่นเกมส์เป็นอย่างมากครับ ในท้องตลาดเราจะเห็น keyboard สำหรับ Gaming นั้นใช้ switch แบบนี้แทบจะทั้งหมด เช่น Steelseries G7 หรือ Razer Blackwindows Ultimate , Thermaltake Meka G1

Cherry MX Blue Switches

 

สำหรับ switch แบบนี้ เป็น switch ที่เหมาะสำหรับ การพิมพ์งานมากที่สุดครับ เวลากดจะมีเสียงดัง “คลิ๊กๆ” คล้ายๆตอนกด mouse เลยเรียกอีกชื่อว่า clicky switch มีแรงดีดกลับของสริงพอสมควร โดยปกติแล้ว keyboard สำหรับงานพิมพ์โดยทั่วไปจะนิยมใช้ switch แบบนี้ครับ และพบได้เกือบทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น das keyboard , Leopold , Ducky หรือ Filco เป็นต้น

Cherry MX Brown Switches


switch สีน้ำตาล นี้ใช้แรงกดน้อยกว่า สีฟ้าเสียอีก  คือประมาณว่ากด keyboard ไปครึ่งตัวก็มีตัวอักษรโผล่มาละ. switch ประเภทนี้จัดอยู่ระหว่าง keyboard สำหรับเล่นเกมส์และพิมพ์งานครับ คือจะเอาไปเล่นเกมส์ก็ใช้ได้ หรือจะเอาไว้พิมพ์งานก็โอเค และไม่มีเสียงคลิ๊ก

และนอกจาก 3 สีข้างต้นยังมี สีแดง สีขาว  แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก และหาซื้อยาก

โดยปกติแล้ว switch แต่ละสีจะมีอายุการทำงานไม่เท่ากันครับ แต่ก็มากกว่าสิบล้านครั้งขึ้นไปครับ อย่างสีดำประมาณ 50 ล้านครั้ง ( เฉลี่ยอายุการใช้งานก็ประมาณ 20 ปี ) แต่ไม่ว่าจะเป็น สีไหนๆ ก็ล้วนแต่มีการสัมผัสและตอบสนองที่ดีกว่า rubber dome ครับ อย่างไรก็ตามสีของ switch ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนะครับว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า บางคนอาจจะใช้สีฟ้าเล่นเกมส์ หรือบางคนมือใหญ่เวลากดลงไปมีแรงมาก ก็อาจจะเลือกใช้สีดำเพื่อให้มีแรงดีดกลับที่ดีกว่าก็ได้  สุดท้ายต้องลองไปสัมผัสดูเองครับว่าชอบแบบไหน

Other switch

นอกจาก cherry switch แล้วยังมี switch แบบอื่นอีกนะครับ เช่น

  • Alps switch ก็เป็น switch ที่พบได้ใน keyboard ของตามห้างขายของ ( เห็นปุ่มกดตัวเลขตามเครื่องคิดเงินร้าน Top Super Market ไม๊ครับ ) ที่เห็นขายๆในไทยตอนนี้ก็มียี่ห้อ GView K7 ( ถึงแม้รุ่นนี้จะมีสวิตสีฟ้า แต่การทำงานจะต่างจากสีฟ้าของ cherry switch เพราะเป็นคนละสวิต ) โดยเฉลี่ย keyboard switch แบบนี้ราคาถูกที่สุดถ้าเทียบกับ switch แบบอื่นๆ
  • Bucking spring switch เป็น keyboard ที่ผลิตโดย ibm แต่ภายหลังถูกซื้อไปโดยบริษัท unicomp
  • Topre switch เป็น switch ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการรวมคุณสมบัติของ rubber dome เข้ากับ cherry switch  ถึงแม้ว่าคุณสมบัติต่างๆของ switch แบบนี้จะดีมากๆ แต่ราคาก็แพงมากเหมือนกัน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 8000 บาท  ( Fujitsu – Happy Hacking Keyboard Professional HP Japan เป็น Keyboard ที่แพงที่สุดในโลกราคาประมาณ 1.3 แสนบาท ก็ใช้ Switch แบบนี้ครับ )

Plastic

พลาสติกในการผลิต ปุ่มของ keyboard ( Key caps ) ก็ยังแบบออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • PBT Plastic (Polybutylene Terephthalate)
    เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีมาก และความคงทนสูง ไม่เป็นเงามันง่าย (ความมันเงาที่เกิดจากการใช้งานบ่อยๆ ) แต่ราคาแพง
  • ABS Plastic (Acrylonitrile Butadiene Styrene)
    เป็นพลาสติกที่ไม่คงทนเท่า PBT เป็นเงาง่าย และสึกกร่อนง่ายกว่า และทนความร้อนต่ำ แต่ราคาถูกกว่ามาก

Printing Methods

การพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์นั้น ก็ยังแบ่งออกเป็น หลายๆแบบครับ โดยแบ่งได้ดังนี้

  • Pad printing
    การพิมพ์แบบนี้คือการใช้สีพิมพ์ลงไปบน key cap มีความคงทนน้อยที่สุด พบเห็นได้ใน Keyboard ทั่วๆไปๆ อย่าง Macbook รุ่นเก่าก็เป็นการพิมพ์แบบนี้

  • Laser etching
    เป็นการใช้ laser ยิงลงไปที่ตัว แป้นพิมพ์โดยตรง ทำให้ตัวหนังไม่เลือน แต่มีข้อเสียคือ มันสัมผัสได้ถึงตัวหนังสือ บนแป้น
  • Dye sublimation
    เป็นวิธีการเอาสีมาลงในส่วนของ เนื้อพลาสติกที่หายไป วิธีนี้ดีกว่าสองแบบที่กล่าวมา


  • Double-shot
    เป็นการเอาพลาสติก สองอันมาประกบกัน ข้อจำกัดของ Key ประเภทนี้ก็คือ มีได้แค่ สองสี แต่ผลที่ได้จากวิธีนี้ตัวหนังสือจะมีความคงทน และไม่เลอะเลือน

  • Laser Engraving เป็นวิธีใช้สารเคมีบางอย่างเคลือบส่วนที่ต้องการและการใช้เลเซอร์ยิงลงไป key cap แบบนี้พบได้ใน keyboard ที่มีตัวหนังสือโปร่งแสงเช่น macbook pro รุ่นใหม่ หรือ Steel series G7

เอาละครับพอรู้เบื้องต้น ของส่วนประกอบต่างๆของ Keyboard ไปแล้ว

มาดูว่าวันนี้ผมมี Keyboard อะไรมาให้ชม นั่นก็คือ

Filco Majestouch Ninja Tenkeyless

Keyboard ตัวนี้ผมสั่งมาจาก Hongkong ครับ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็นับว่าไม่นานเท่าไหร่ โดย keyboard รุ่นนี้เป็น keyboard แบบ tenkeyless ครับ หมายความว่า ตัดปุ่มพวก numpad ด้านขวาออกไป ทำให้ Keyboard ขนาดเล็กลง

เริ่มด้วยแกะกล่องกันเลยดีกว่าครับ ด้านหน้าของกล่องมีสีดำ พร้อมนินจา

ข้างหลังบอกรายละเอียดต่างๆ ( Filco Keyboard นี้บริษัทของบริษัทญี่ปุ่น แต่รุ่นนี้ผลิตในไต้หวัน )

แกะกล่องออกมา ก็จะเห็น Keyboard หน้าตาแบบนี้ครับ

ถ้ามองจากข้างบนจะเห็น Keyboard มีสีดำสนิท ไม่มีตัวหนังสือใดๆ  อยู่บน Key cap เลย

แต่เมื่อมาดูด้านข้างกัน ก็จะเห็นว่ามีตัวหนังสือแอบซ่อนไว้ ( ถึงได้ชื่อรุ่นนี้ว่ารุ่น Ninja ) เท่ไม่เบา เอามาวางเข้ากับ mouse ก็ดูดีมากทีเดียว
รุ่นนี้ตัวหนังสือ Filco ด้านล่างขวาเป็นโลหะสีดำมัน สวยงาม และนอกจาก keyboard แล้วยังมี อุปกรณ์เสริมอีก 3 อย่างครับคือ

  • Key cap Puller
  • Windows Key cap 2 ชิ้น
  • PS2/USB

ซึ่งเราสามารถใช้ Key puller ช่วยอำนวยความสะดวกในการแกะ key cap และมี USB/PS2 ไว้ใช้งานอีกด้วย

หลังจากเห็นหน้าตาและความสวยงามของ Filco Majestouch Ninja ไปแล้ว เราก็ลองมาแกะดูภายในกันครับ
เมื่อทำการแกะ keycap ออกมาดูก็จะเห็น cherry switch เป็นสีน้ำตาล

 

เนื่องจากว่า Keyboard แบบนี้สามารถแกะปุ่มออกมาได้ เราจึงสามารถเอา Key Cap เจ๋งๆ มาเพิ่มความงามให้กับ Keyboard ได้อีกต่างหาก

คุณภาพโดยรวมของ Keyboard  นั้นต้องบอกว่า พลาสติกที่ใช้นั้นมีคุณภาพที่ดีมาก การประกอบงานดีสมกับราคา รวมถึงตัวหนังสือบน key cap ต่างๆล้วนแล้วแต่พิมพ์มาอย่างดี ( key cap ใช้ Pad Print ) น้ำหนักประมาณ 1 -2 กิโล โดยรวมแล้ว สุดยอดครับ

Mac Compatible & Extra Feature

เท่าที่ผมได้ทดสอบกับ iMac พบว่า Keyboard นั้นใช้งานได้ครับ โดยที่ mac os นั้นจะมองเห็นเป็น keyboard usb ปกติ ( US Layout ) ทำให้ไม่สามารถใช้ Media Key บางอย่างได้ เช่นการลด หรือเพิ่มเสียง แต่อย่างอื่นๆก็ยังทำได้ครบครับ เช่น ปรับแสงหน้าจอ การใช้ expose , dashboard ก็ยังใช้ได้ ถ้าหากอยากใช้งานพวก media key ได้ ก็จะมี mechanical keyboard อย่าง  Matias Tactile Pro 3.0 หรือ Happy Hacking Keyboard ( มี switch เป็นแบบ Topre และราคาแพง )

keyboard รุ่นนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษ N-Key rollover ด้วย นั่นคือ การกด Key ได้พร้อมกันไม่จำกัดจำนวน  ก็อย่างที่บอกไปครับว่า mechanical keyboard นั้นทำงานอิสระ จากกัน ดังนั้นมันจึงสามารถส่งสัญญาณได้แยกกัน เท่าที่ผมทดสอบ การใช้กับ usb จะใช้ได้ประมาณ 7 key พร้อมกัน ส่วน PS2 นั้นใช้ได้ไม่จำกัด ( ทดลองใน windows )

วิธีทดสอบว่า Keyboard ที่ใช้อยู่นั้นว่ามี N-Key หรือเปล่าทดสอบได้ง่ายๆเลยครับ คือลอง กด Shift ทั้งสองข้างพร้อมกัน และพิมพ์ข้อความ ลงใน textbox สีขาวตามนี้ครับ

the quick brown fox jumps over the lazy dog

 

แล้วดูผลลัพธ์ว่าได้แบบนี้หรือเปล่า

THE QUICK BROWN FOX JUMPS OVER THE LAZY LOG

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ อาจจะได้

HE QUIC BROWN OX UMP OVER HE Z OG

จะเห็นได้ว่า ตัวหนังสือมาไม่ครบ

หรือทดสอบแบบจากตรงนี้ก็ได้


หลายคนอาจจะถามว่า ต้องแคร์ด้วยเหรอกับ จำนวน key ที่กดได้พร้อมกัน คำตอบคือแล้วแต่การใช้งานครับ ( สำหรับผมใช้พิมพ์งานเป็นหลักเลยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าเล่นเกมส์ก็อาจจะจำเป็นครับ )

Summary

ถ้าหากกำลังมองหา Keyboard ไว้ใช้งานดีๆสักตัว ผมบอกได้เลยครับว่า ซื้อ Mechanical Keyboard มาใช้แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้ Keyboard แบบเก่าเลย อย่างตัวผมเองต้องใช้ Keyboard ไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชม. ดังนั้นแล้วถ้ามี keyboard ดีๆ มันก็น่าจะดี แต่ก็อย่างที่บอกไปครับว่า keyboard แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดจะซื้อผมแนะนำให้หาข้อมูลก่อนครับ ยิ่งถ้าต้องนำมาใช้กับ mac ด้วยแล้วต้องดูก่อนด้วยครับว่า มันใช้งานด้วยกันได้ด้วยหรือเปล่า

สำหรับวันนี้ก็ขอลาละครับ

 

credit: http://www.overclock.net/keyboards/491752-mechanical-keyboard-guide.html