เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 4: มหาวิทยาลัย KTH

ในสวีเดน มีมหาวิทยาลัยดังหลายแห่งมาก เช่น Lund , KTH , Chalmer , Karolinska Institute , Stockholm University , Stockholm Economic School แต่ละที่ก็จะเก่งแต่ละด้านไป ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องด้าน Technology ก็คงหนีไม่พ้น มหาวิทยาลัย Chalmer University ที่อยู่เมือง Gothenburg (คนสวีเดนเรียก เยิตเตอบอย ) และ KTH ที่อยู่ในกรุงสตอกโฮล์ม

ที่ผมเลือกเรียน KTH ก็เพราะด้วยเหตุผล สามอย่างคือ

1. อยู่ในเมืองหลวง

การที่มหาวิทยาลัยอยู่ในเมืองหลวง มันก็มีข้อดีหลายอย่างคือ ที่เห็นได้ชัดคือ มันสะดวกสบาย เพราะด้วยความที่มันเป็นเมืองหลวง อะไรก็จะดูเจริญกว่าเมืองอื่น มีรถไฟใต้ดิน รถเมล์ที่สุดแสนจะสบายและตรงเวลามาก และสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับการใช้ชีวิตของผมคือ อาหารไทย และ เครื่องปรุงไทยๆ มันหาง่ายมากๆ  ถ้าไปอยู่เมืองอื่นๆ การจะหาวัตถุดิบไทยๆ จะลำบากมาก ซึ่งเดี๋ยวผมจะเขียนการใช้ชีวิตในสตอกโฮล์มอย่างละเอียดวันหลัง อย่างที่สองคือนักเรียนไทยเยอะ และเวลาสถานทูตไทยเค้าจัดงานอะไร นักเรียนที่นี่ก็จะได้รับเชิญ เข้าไปร่วมงานเสมอๆ (พูดอีกอย่างว่า ได้กินฟรี บ่อยนั่นแหละ 555 ) ส่วนข้อเสีย สุดๆของการอยู่เมืองหลวงคือ แพงงงงงง อะไรๆก็แพง เงิน 9000 sek ต่อเดือน นี่ต้องใช้ประหยัดพอสมควร จะไปปาตี้ เมาบ่อยๆ ก็ไม่ไหว แม้ว่าจะมีผับราคาไม่แพงอยู่บ้าง แต่มันก็แพงกว่า เมืองอื่นอยู่ดี เช่นอย่างที่มหาวิทยาลัย Lund มี Nation ค่าเครื่องดื่มถูกมาก แต่ที่สตอกโฮล์ม ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย แพงแทบจะทุกอย่าง

2. มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง

KTH ชื่อเต็มภาษาสวีเดนคือ Kungliga Tekniska högskolan หรือพูดอีกอย่างว่า The Royal Institute of Technology  ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1827 และเค้าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ทางด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังเป็นมหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลก ทาง  Energy , Environment, Sustainable (ถึงขนาดที่ว่า โอบามา มาเยี่ยมสวีเดน ก็มาดูงานวิจัยพลังงานที่ KTH) และที่มหาวิทยาลัยนี้มีนักเรียนต่างชาติมาเรียนที่นี่เยอะมาก เราก็จะได้เพื่อนใหม่ชาวต่างชาติเยอะ ทั้งจากชาติยุโรป, แอฟริกา , เอเชีย และอเมริกาใต้

3. สาขาที่เรียน ( ผมเรียน Embedded System )

ความตั้งแรกของผมจริงคืออยากเรียน Distribute Software Engineering แต่ว่าสมัครเรียนไปหลายที แล้วมันไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ประสบการณ์ตอนนั้น มันไม่ค่อยมีและเขียนจุดประสงค์ไม่ชัดเจน เค้าเลยไม่รับเข้าเรียน ต่อมาได้เขียนพวก mobile app และก็รู้สึกว่าอยากจะรู้พวก hardware และอะไรที่มันเกี่ยวกับ electronic เพิ่มเติมบ้าง ก็เลยสมัครเลย สุดท้ายก็ได้เรียนสาขา Embedded System และคนก็มักจะเข้าใจว่า อ๋อออ เรียนเขียนหุ่นยนต์เหรอ ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  พูดสั้นๆก็คือ คอมพิวเตอร์ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น ระบบควบคุมในรถยนต์ สาขาที่ผมเลือกเรียนนี้มันก็มีสอนใน KTH นี่แหละ อันที่จริง Embedded System ก็มีเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นอย่าง Chalmer แต่ว่า ที่ KTH นี้มันได้เปรียบอย่างหนึ่งตรงที่ มี Campus ที่ Kista ซึ่งเปรียบเสมือน Silicon Valley ของสวีเดน ดังนั้นแล้วการเรียนที่นี่ ก็จะมีพวกงานสัมนา technology ให้เข้าร่วมบ่อยมาก  และมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำของที่นี่

Admitted Student

หลังจากที่ทราบว่าเค้ารับเข้าเรียนแล้ว  ทาง KTH เค้าก็จะส่งพวกหนังสือแนะนำสำหรับนักเรียนใหม่มาให้

547935_10151122670019479_2536155_n

ในกล่องก็จะมี ปฎิทินตั้งโต๊ะสวยๆ , ปากกา และ เอกสารแนะนำมหาวิทยาลัย รวมไปถึงหนังสือแนะนำการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีประโยชน์มาก เพราะในนั้นมันจะบอกรายละเอียดคร่าวๆ เช่น ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือน เพื่อให้เราได้เตรียมมาถูก หรือ สถานที่ต่างๆว่าตรงไหนคืออะไร คำแนะนำในการหาอพาร์ทเม้น

Prepare for study at KTH

เท่าที่ได้อ่านจากคู่มือนักเรียนใหม่ เราก็จะทราบข้อมูลเบื้องต้นและสิ่งที่ควรจะต้องเตรียมก่อนการไปเรียน ซึ่งผมคงให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะไปเรียนไว้อยู่ไม่กี่อย่างคือ

  • รีบหาอพาร์ทเม้นท์
  • เสื้อกันหนาว ไม่ต้องเอาไปเยอะ เพราะเสื้อกันหนาวจากเมืองไทย ไม่อาจจะทนต่อความหนาวของที่นี่ได้ ต้องซื้อใส่ใหม่อยู่ดี และแนะนำให้ซื้อของดีๆ อย่างเสื้อกันหนาวพวกขนห่านใส่ไปเลย เพราะได้ใช้บ่อยมาก
  • เตรียมเงินมาให้พอใช้ โดยเฉพาะในสองเดือนแรก จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องซื้อของเข้าหอพักเยอะ
  • อุปกรณ์ electronic อย่าง notebook , กล้องถ่ายรูป, โทรศัพท์มือถือ ซื้อมาจากไทยเลย เพราะที่นี่แพง ( แต่ไม่ต้องเอาหม้อหุงข้าวมา ซื้อเอาที่นี่ราคาไม่ต่างกัน )

First day at Main Campus

วันแรกที่ลงเครื่อง สิ่งแรกที่ผมต้องทำก็คือ ลากกระเป๋าใบใหญ่ๆไปที่ Main Campus ก่อนเลย เพราะว่าต้องเข้าไปเอากุญแจอพาร์ทเม้นท์ ที่ต้องไปเอากุญแจที่นั่นก็เพราะว่า เนื่องจากว่าเป็นนักเรียนทุน ทางมหาวิทยาลัย เลยให้สิทธิในการจองห้องพัก ซึ่งปกติแล้วจะต้องหาห้องพักเอง อย่างนักเรียนชาติอื่นๆ ต้องหาห้องพักเอง บางคนวันเปิดเรียนยังหาที่พักไม่ได้ก็มี ต้องเช่า hostel นอนก็มี ในกรณีที่ต้องหาห้องพักเอง ผมแนะนำว่าหลังจากสอบติดแล้ว ควรจะเข้าคิวจองห้องพักตั้งแต่แรกๆ ครับซึ่งสามารจองได้ที่ https://www.sssb.se และอย่าหลงเชื่อพวกโฆษณาที่พักในเวป blocket.se เพราะหลายคนโดนต้มตุ๋น โดยการหลอกให้โอนเงินให้ก่อน ( อันที่จริงคนสวีเดนเค้าไม่โกงนะ แต่พวกที่โกงๆเนี่ย ก็เป็นพวกต่างชาติที่อาศัยในสวีเดนทั้งนั้น ) หรือสอบถาม กลุ่มนักเรียนไทยในสวีเดนทาง facebook ก็ได้ มีหลายกลุ่ม

KTH_Main_Campus

หลังจากที่มาถึงสวีเดน สิ่งที่นักเรียนใหม่จะต้องทำก็คือปฐมนิเทศ ซึ่งก็ไม่ได้บังคับให้เข้า แต่ว่าการเข้าไปปฐมนิเทศ มันก็ช่วยให้เรามีเพื่อนใหม่ รวมไปถึงรู้จักสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแนะนำชมรมต่างๆของมหาวิทยาลัย

IMG_1222

IMG_1230

ในช่วงของสัปดาห์แรกที่มาถึง มันจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่นักเรียน ป.ตรี ได้เปิดเรียน และเราก็จะเห็นกิจกรรมคล้ายๆกับรับน้องใหม่ ของสวีเดน ซึ่งที่มหาวิทยาลัย KTH นั้นก็จะมีนักเรียนรุ่นพี่ประมาณแนวๆ ว๊ากเกอร์ เหมือนกัน

IMG_1219

อันที่จริงจะบอกว่า ว๊ากเกอร์ก็ไม่ถูกนัก เพราะไม่ได้บังคับเชียร์ หรือต้องมาทำตามที่รุ่นพี่สั่งอะไรแบบนั้น แต่จะเน้นไปทางสร้างสรรค์ แฟนซี และ cool มากกว่า อย่างกลุ่มนี้ ก็เอาโต๊ะมาวางกลางถนนโรงเรียนแล้ว ก็กินกันตรงนั้นเลย

IMG_1215

หรือ บางทีก็จะเห็น กลุ่มนักเรียน Vehicle Engineering แล้วก็ขับรถเก่าๆ ที่ทำสี และเต็มไปด้วยสติกเกอร์ เปิดเพลงวิ่งวนรอบมหาวิทยาลัย

และก็จะได้เห็นนักเรียน ใส่ Student Boilersuit และเต็มไปด้วยป้ายต่างๆ ซึ่งป้ายแต่ละอันที่ได้มานั้น จะได้มาจาก การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมนุมต่างๆ ของนักเรียนได้ที่จัดขึ้น เช่น อาจจะเข้าผับกินเหล้าครบ 10 ครั้งได้ป้าย 1 อัน หรือเข้าชมรม หรือทำงานอาสาสมัครอะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่ว่าใครจัด และใครมีป้ายมาก ก็แสดงว่าเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเยอะ เค้าก็จะเอาไปติดชุด สรุปคือ มันดู Cool นั่นแหละ เพราะที่นี่เรียนอย่างเดียวมันไม่ Cool มันต้องเข้าร่วมทำกิจกรรม ( ผมเข้าใจว่าชุดนี้มีแต่นักเรียน ป.ตรี ไม่เห็น ป.โท ได้ชุดแบบนี้เลย)

IMG_1223

KTH Facilities

สถานที่ต่างของ KTH ที่น่าสนใจก็ได้แก่

Nimble

สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจมากของที่นี่ก็คือมีผับในมหาวิทยาลัย อย่างของ KTH ก็จะมีตึกที่เรียกว่า Nimble เหมือนกับตึกกิจการนักศีกษาอะไรทำนองนั้น และในตอนกลางคืน ก็จะกลายเป็นผับ และมี DJ มาเปิดเพลง พร้อมกับขายแอลกกอล์ ในบางอาทิตย์อาจจะขายคูปองเบียร์นั่งกินทั้งคืนก็มี อย่างตอนที่ผมไปนี่คือกลางวันก็เปิดขายกันละ (ยังไม่เปิดเรียน)

nimble

KTH Hallen

ถ้าตรงกันข้ามกับกินเหล้า ก็คงจะเป็นการออกกำลังกาย ซึ่ง KTH ก็มียิมให้ออกกำลังกาย เช่นกัน

kth_hallan

เมื่อพูดถึงเรื่องออกกำลังกายแล้ว ผมแนะนำว่าควรจะหาเวลาไปดู ice hockey สักครั้ง เพราะมันสนุกมาก และแน่นอน KTH ก็มีทีม Hockey ของมหาวิทยาลัย

Bibliotek

ห้องสมุดของ KTH นี่ก็ตั้งอยู่กลางมหาวิทยาลัย ภายในก็มี Cafe เล็กๆ ไว้จิบกาแฟ

bilo bilotek

Resturant

อันที่จริงในมหาวิทยาลัยมีร้านอาหาร หลายร้าน แต่ร้านที่เป็นที่นิยมที่สุด ก็คือ Resturant Q อาจจะเป็นเพราะมันใกล้และรสชาติอาหารก็ดีด้วยมั้ง

q

 Class room

ห้องเรียนที่นี่มีเยอะมาก แล้วแต่ว่าจะเรียนวิชาอะไร แต่แทบจะทุกตึกจะมีห้องเรียนรวมใหญ่ๆ มากกว่าหนึ่งห้องเสมอ และจะมีจอโปรเจคเตอร์หลายๆจอ หรืออาจจะเป็นกระดานดำหลายๆอัน เพื่อให้นักเรียนนั้นมองเห็นทั่วๆกัน

class2

class_1

Labs

ห้อง Lab ของมหาวิทยาลัย มีเยอะมาก แล้วแต่สาขาวิชา อย่างในกรณีของผมนั้นเรียน Embedded System ซึ่งจะไม่มีห้อง Lab Computer หรือพวก Embedded Lab เพราะว่า การบ้านหรืองานที่อาจารย์ให้มาทำได้จาก notebook ของนักเรียนอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามในบางวิชาต้องใช้อุปกรณ์พิเศษบางอย่าง ก็จะมี Lab เฉพาะทางให้ใช้ อย่างเรียนวิชา Interactive ก็จะได้ใช้ห้อง Lab ที่ทำเกี่ยวกับด้าน media และ interactive อย่างในรูปด้านล่างคือ จอภาพขนาดใหญ่ และมี Kinect ต่อไว้ด้านหน้าของจอภาพ

lab1

หรือช่วงที่ผมทำเกี่ยวกับอุปกรณ์วัดค่าแบตเตอรี่รถยนต์ ก็จะได้เข้าไปใช้ห้อง Transport Lab

transport

หรือถ้าอยากทำ แผงวงจร ทำงานตัดโลหะก็มีพวกเครื่อง drilling machine , CNC หรือจะบักกรีต่างๆ ก็มีห้อง Lab ให้เข้าไปใช้ได้ รวมไปถึง 3D Printer ก็มีให้ใช้  และอุปกรณ์ต่างๆก็ใช้ฟรี เรียกได้ว่าครบวงจร

lab2

ห้อง Lab ของมหาวิทยาลัยนั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐบาลให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก มันก็เลยเป็นส่วนทำให้มหาวิทยาลัยมีห้องแลปดีๆ ให้นักเรียนได้ใช้ กัน

Student Activity

กิจกรรมของนักเรียนที่นี่มีเยอะมาก และมีชุมนุมต่างๆมากมายให้เข้าร่วม เช่น KTH Racing ในแต่ละปีก็ สร้างรถประหยัดพลังงาน ไปแข่งกับมหาวิทยาลัยอื่น หรือกิจกรรมอย่างอื่น เช่น แข่งขันกีฬา

hockey

หรือแม้กระทั่งเกมส์ ก็มีให้เข้าร่วม มากมาย

lan

KTH Campus.

นอกจาก Main Campus แล้ว KTH ยังมีแคมปัสอื่นอีก คือ KTH Haninge ซึ่งส่วนมากจะมีนักเรียนสายสถาปัตกรรม และสิ่งแวดล้อมมาเรียน  ส่วนแคมปัส KTH Flemingsberg ก็จะเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ เช่น Medical Engineering เป็นต้น และสุดท้ายคือ KTH Kista

kista

ซึ่งเป็นที่ตั้งของภาควิชา ICT ทั้งหมด รวมไปถึงสาขาวิชาของก็อยู่ผมนั้นอยู่นั่นเช่นกัน และในคราวหน้า ผมจะเขียนต่อถึง KTH Kista

 

Pimp my command line

อาทิตย์ก่อนๆ ผมมีเพื่อนใหม่ชื่อ Christ มาจากเยอรมัน เค้าเป็น DevOps ซึ่งต้องใช้พวก command line  เยอะมาก ในระหว่างที่ผมไปนั่งดูเค้าทำงาน ก็ได้เหลือบไปเห็น Terminal ที่เค้าใช้ ซึ่งมันสวยงามมาก จนต้องร้อง … เจ๋งงงง !!!!!

Untitled-9

Terminal ใน Mac ที่เค้าใช้งานนั้น มันดู Damn Cool !!! มาก และต่างจากของผมมากมาย  .. นั่นแหละจึงเป็นที่มา ทำให้ผมต้องเขียนบทความนี้

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก Terminal หรือ Command line ก็ไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อว่าถ้าเขียนโปรแกรมไปสักพักหนึ่ง .. จะต้องได้ใช้ command line หรือ terminal อย่างแน่นอน และการใช้ command line interface  (ต่อไปนี้ขอเรียกว่า CLI) .. มันจะทำให้คุณดูเท่ห์ โคตรคูลลล .. จาก noob จะดูเป็น pro ขึ้นมาทันที

การใช้ terminal มันก็เปรียบเหมือนๆกับการใช้ hot key กด skill รัวๆ ในตอนเล่นเกมส์ มันย่อมเร็วกว่าลากเมาส์ไปกด icon เพื่อปล่อย skill ใช่ไหมละ ? นั่นแหละ เราถึงต้องมาหัดใช้ terminal กัน (ฟังดูอาจจะไม่เกี่ยวกันม่ะ แต่ก็ช่างมันเถอะ) แต่ .. เดี๋ยวก่อน .. เนื้อหาที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ไม่ใช่การหัดใช้ terminal แต่จะเป็นการปรับแต่ง ดังนั้นแล้ว ถ้าไม่เคยใช้มาก่อนเลย ผมแนะนำให้ไปฝึกใช้งานก่อน ซึ่งหาข้อมูลได้ทั่วไปจาก internet หรือจะอ่านจาก https://leanpub.com/lets_learn_cli_right_now/read  ก็ได้ และเนื่องจาก Mac OX นั้นมีพื้นฐานมาจาก BSD ดังนั้นคำสั่งต่างๆ มันก็เหมือนใน linux , unix นั่นแหละครับ ใช้กันได้

และที่เราต้องปรับแต่งก็เพราะว่า CLI ที่เราใช้ๆ กันอยู่ใน mac ถึงแม้ว่ามันจะดีกว่า CLI บน windows แต่เมื่อเทียบกับ unix หรือ linux แล้วมันก็ไม่ cool ไม่แจ่ม ประการที่สองถ้าเรามี terminal ที่ดูดี อลังการงานสร้าง และทำได้งานได้ดีกว่า CLI เดิม มันก็ดีกว่าใช่ม่ะ ?

Terminal App

ก่อนจะไปปรับแต่ง เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ terminal ก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่า ถ้าหากอยากจะใช้ CLI ใน Mac OSX นั้นสามารถทำได้ด้วยการเปิด Terminal ขึ้นมา โดยทั่วๆไปแล้ว เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาก็จะเจอหน้าตาของ  Terminal ประมาณนี้

01_basic

ดูๆแล้ว มันก็เห่ยๆ ไม่มีสีสันเอาซะเลย งั้นเราจะเพิ่มสีสันให้มันซะหน่อย ซึ่งโปรแกรม Terminal นี้สามารถปรับแต่ง color scheme สีสันของตัวอักษรต่างๆได้ จากเมนู preference

perference

เช่น ผมปรับเป็น  Ocean ก็จะได้หน้าตา สีสันแบบนี้

peref

 

จากสีขาวดำ .. ก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้า แจ่มใสแล้ว .. เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ Terminal สีสันแจ่มๆแล้ว ..  เป็นไงครับ Cool ไหม ?

Are-You-Fucking-Kidding-Me-Rage-Face-Meme-Temp

 

อ้าวเปลี่ยน color scheme ได้นี่ยังไม่คูลอีกเหรอ ..

แหม่ .. ถ้าจะปรับแค่นี้ คงไม่ต้องมาเขียนบทความนี้ให้เมื่อยหรอก เพราะใครๆก็ปรับได้

Shell

มันไม่ใช่ หอย หรือปั้มน้ำมันที่เราคุ้นเคย แต่อย่างใด ที่เราจะพูดถึงกันก็คือ Shell ในคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Ken Thomson ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นคนแรก ตั้งแต่ปี  1971 ( ลุง Ken คือหนึ่งในผู้พัฒนา Unix ) นับตั้งนั้นมา ก็มี shell หลายอย่างเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ bash และมันก็ได้เป็น shell หลักของ linux และ Mac OS X

ZSH

อย่างที่ได้บอกไปว่า bash เป็น shell มาตรฐานของ Mac OS X โดยทั่วๆไปมันก็ทำงานได้ดี แต่ว่ามันมี shell อื่นๆ ที่ดีกว่า bash ตั้งเยอะ และที่จะนำเสนอต่อไปนี้ก็คือ  zsh shell นั่นเอง มันฟีเจอร์เจ๋งๆกว่า bash เยอะ เช่น

  • cd completion
  • spell correction
  • git plugin
  • useful tab key.

นอกจากฟีเจอร์ต่างที่ดีกว่า bash แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ควรจะเปลี่ยนไปใช้ zsh ก็เนื่องจาก bash ตัวใหม่ล่าสุด .. มันเก่ามากกกกกกกกก เก่าแค่ไหนนะเหรอ …. มันก็ตั้งแต่ปี 2007

02_oldShell

เดี๋ยวๆๆๆๆ นะ .. bash ตัวใหม่ล่าสุด แต่เก่ามาก ? .. ถูกกกกกกก ต้อง ถ้านับเวลาตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปีนี้ 2015 ก็ 8 ปีแล้วมั้ง .. จริงๆแล้ว bash มีการปรับปรุงพัฒนามาเรื่อย และตอนนี้ version 4.2 เป็นตัวล่าสุด .. อ้าวววววววว แล้วทำไม Apple ไม่เปลี่ยนไปใช้ bash ตัวใหม่ นั่นก็เพราะ bash 4.3 นั้นใช้ GPL license v.3 ซึ่งแอปเปิ้ลไม่ต้องการจะใช้  GPL license v.3 ดังนั้นแล้ว bash ตัวใหม่ล่าสุดที่ยังเป็น GPL ตัวเก่า หรือ v.2 อยู่นั้น ก็คือ รุ่น 3.2 นั่นแหละ ฟังดูย้อนแย้งดีม่ะ

เอาละเล่าประวัติศาสตร์มาซะเยอะ .. มาเปลี่ยนใช้ zsh กันดีกว่า โดยเราจะใช้  oh my zsh ซึ่งเป็น zsh configuration ที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง

วิธีการติดตั้งก็สุดแสนจะง่ายดาย ทำได้ด้วยคำสั่ง

จากนั้นก็ปล่อยให้มันโหลด และลงโปรแกรม

03_install

เมื่อลง oh my zsh เรียบร้อย ก็จะเจอข้อความบอกดังนี้

04_install

จากนั้นก็ให้ออกจาก Terminal และเปิดเข้ามาใหม่ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยดูได้จากที่ shell prompt ของเราจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้

promp

หากเจอแบบนี้ก็แสดงว่าตอนนี้เราได้เปลี่ยนไปใช้ zsh shell แล้ว ถ้าลองใช้คำสั่งง่ายๆเช่น ls ก็จะเห็นว่า zsh นั้นได้แสดงความแตกต่างระหว่าง folder กับ file ด้วยการใช้สีเป็นตัวแยกให้ด้วย ผิดกับ bash ที่ใช้สีเดียวกัน

compare

นอกจากจะเพิ่มสีสั้นให้กับโฟลเดอร์และไฟล์แล้ว zsh ยังมีความสามารถในการแสดง git branch และ status  ได้อีกด้วย แจ่มสุดๆ

07_Git

ZSH Theme

นอกจาก git สีสันของโฟลเดอร์และไฟล์แล้ว ความเจ๋งของ zsh มันยังไม่หมด เพราะเราสามารถเปลี่ยน theme ได้อีกด้วย และมันก็มีหลาย theme ให้เลือกมากมาย เข้าไปดูได้ที่

https://github.com/robbyrussell/oh-my-zsh/wiki/themes

เช่น them ที่ชื่อว่า pygmalion

theme2

วิธีการเปลี่ยน theme สามารถทำได้ด้วยการแก้ไขไฟล์ .zshrc ที่อยู่ในโฟรเดอร์ home ของเรา ใครถนัดใช้ VI ก็เปิดไฟล์แก้ไขได้เลย หรือถ้าชอบใช้ textEdit , sublime ,  textMate แก้ไขก็ทำได้ด้วยคำสั่ง open ดังเช่น

เมื่อเปิดไฟล์ .zshrc แล้ว ก็แก้ไข theme ตามใจชอบ (ตรงที่ไฮไลท์ไว้) และรายชื่อ theme ก็ดูได้จาก link ที่ให้ไว้

text_edit

 

เท่านี้ก็จะเพิ่มความ cool ของ zsh ได้อย่างมากมาย แต่…มันยังไม่หมด .. เพียงเท่านี้

Customize zsh

ไหนๆ ก็ไหนละ เราจะทำให้ zsh มันดู โคตร cooooool  จนต้องร้อง Holy Cow !!! ซึ่งสิ่งที่เราจะทำก็คือ

  1. ใช้ zsh theme ที่ชื่อว่า agnoster
  2. ใช้ Solarized Dark colorscheme
  3. ใช้ Powerline font
  4. เปลี่ยนไปใช้ iTerm แทน Terminal
  5. เพิ่มสีสันให้ไฟล์ และโฟลเดอร์

Step 1

อย่างแรกคือเปลี่ยนไปใช้ zsh theme ที่ชื่อว่า agnoster ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนไปใช้ theme นี้พร้อมกับใช้ terminal color scheme ที่ชื่อ Basic แล้วก็จะได้ผลดังนี้

terminal

จะเห็นว่ามันอ่านไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าหากเปลี่ยนใช้ IR Black ก็พออ่านได้บ้าง

term3

แล้วมัน cool ตรงไหน ?

Step 2

ใจเย็นๆ ตอนนี้มันยังไม่ cool ก็เพราะว่า agnoster นั้นถูกปรับมาใช้กับ color scheme ที่ชื่อ Solarized Dark ดังนั้นก็ไปโหลด color scheme สำหรับ Terminal กันได้ที่ https://github.com/altercation/solarized  หลังจากที่โหลดไฟล์ zip มาแล้ว ก็จะเข้าไปดูที่โฟลเดอร์  osx-terminal.app-colors-solarized จะเห็น color scheme สำหรับ terminal ก็ให้กดเปิดไฟล์ หรือจะ import ไฟล์ เข้ามาก็ได้

solarize

เมื่อให้ terminal เปลี่ยนมาใช้ solarized color แล้วก็จะได้ผลดังนี้

08_No_Font

Step 3

เมื่อดูจาก terminal แล้วก็จะเห็นว่า zsh shell ของเรานั้น ตัวอักษร บางตัวมันยังแสดงไม่ได้ นั่นก็เพราะว่า theme นี้ต้องการ font ที่เป็น powerline  ซึ่งฟ้อนต์ประเภทนี้จะมีการแก้ไขเพิ่มอักรพิเศษเข้ามา ซึ่งสามารถโหลดได้จาก

https://github.com/powerline/fonts

ผมแนะนำฟ้อนต์ Meslo หรือถ้าใครชอบ  Menlo ก็โหลดได้ที่

https://github.com/abertsch/Menlo-for-Powerline

เมื่อโหลดฟ้อนต์ เสร็จ ก็ปรับฟ้อนต์ใหม่ ก็จะได้ terminal ที่แสดงผลได้ถูกต้องแล้ว (ในตัวอย่างนี้ ใช้ฟ้อนต์ Menlo Powerline 12 pt.)

09_Font

อะ ฮ้าาาาา เป็นไง … มันเริ่มดู cool แล้วใช่ม่ะ ?

Step 4

ในตอนนี้ มันก็ เกือบจะ cool แต่เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่า สีสันของ ลูกศร สีเหลือง ด้านขวา มันยังเพี้ยนๆ อยู่ นั่นก็เพราะว่า Terminal ของเรานั้น แสดงผลของ ANSI Color ได้แค่ 16 สี ( scheme color ที่ import เข้ามานั้น คนละอย่างกับ ANSI ) วิธีการที่จะทำให้ Terminal ของเราแสดงสีได้มากกว่า 16 สีนั้น คือ เปลี่ยนไปใช้ iTerm2 ซึ่งเป็นเป็น terminal ที่ดีกว่า (ดีกว่า .. อีกแล้ว)

เมื่อโหลด iTerm เสร็จแล้ว ก็จัดการเพิ่ม scheme color เข้ามาได้จาก preference > color ซึ่ง solarized color scheme ที่เราโหลดมาก่อนหน้านี้ก็มีให้อยู่แล้ว และเมื่อจัดการติดตั้ง scheme เสร็จ เปิด iTerm ใหม่ ก็จะได้ terminal ที่สุด cool ละ

10_install_iterm

Step 5

ต่อท้ายให้อีกนิด ตอนนี้มันก็ดู cool กว่าเดิมละ แต่ว่าเมื่อเราใช้คำสั่ง ll หรือ ls แล้วมันยังแยกความแตกต่าง ระหว่างไฟล์และโฟลเดอร์ยากอยู่ ก็อย่างที่เห็น ตัวหนาคือ folder ส่วนตัวหนังสือ ธรรมดาคือ file ถ้าเป็นสีแดง หมายถึง shell script

ls_color

เราจะเพิ่มสีสันให้กับ ls ด้วยการเปิดไฟล์ .zshrc และเพิ่มบรรทัด

เข้าไปต่อท้ายไฟล์

จากนั้นเมื่อเรียกใช้ ls หรือ ll ก็จะเห็นความแตกต่างแล้ว

final

เป็นไงละทีนี้ เจ๋งงงง ยัง

Before and After

จากขั้นตอนต่างๆที่เราได้ทำไปทั้งหมดนั้น เราได้เปลี่ยนจาก Terminal ของเดิม

default

ให้กลายเป็น Terminal สุด cool !!!!! เรียบร้อยละ

11_Directory

เท่านี้จาก noob ก็จะเปลี่ยนเป็น pro แล้ว