XCode Font

ตั้งแต่ Swift เกิดขึ้นมา มันก็รองรับ Unicode ตั้งแต่แรก ดังนั้นแล้ว เราก็สามารถที่จะประกาศตัวแปร ด้วยตัวอักษรภาษาไทย หรือจะใช้ emoji ก็ได้ ดังเช่น

emoji_thai

แม้ตัวผมเองไม่ค่อยใช้ภาษาไทยในการประกาศชื่อตัวแปร สักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเมื่อเขียนคอมเมนต์หลายๆครั้งผมก็จะพิมพ์ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก นอกจากนี้ในบางโปรเจค มีการประกาศตัวแปรสตริงที่เก็บข้อความภาษาไทย และปัญหาหงุดหงิดที่ผมเจอเมื่อพิมพ์ภาษาไทยใน Xcode  ก็คือ ภาษาไทยมันเล็กจนอ่านแทบไม่ออก หรืออ่านได้ยากมาก ดังเช่น ในรูป

thai_befor1

ด้วยชีวิตของโปรแกรมเมอร์ที่ต้องอยู่กับ Xcode ตลอดเวลา การจะมานั่งเพ่งข้อความภาษาไทยที่ดูอ่านยาก เป็นเวลานานๆ มันก็ปวดตา ผมก็เลยแก้ปัญหาแรกด้วย การเพิ่ม font ให้มันใหญ่ขึ้นสักหน่อย วิธีการก็คือเข้าไปที่ preference ของ Xcode แล้วก็จัดการเพิ่มขนาดของตัวอักษร

font

ผมเลือกที่จะสร้าง theme ขึ้นมาใหม่จาก theme basic เดิม แล้วก็เปลี่ยน font ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมก็พบว่าตัวอักษรภาษาไทย มันก็ยังไม่ชัดอยู่ดี

thai_before2

จากรูปจะเห็นว่า แม้ว่าจะปรับฟ้อนต์ให้มันใหญ่ขึ้นมันก็ยังอ่านยาก และยิ่งเขียนโปรแกรมใน Macbook ที่มีหน้าจอ 13 นิ้ว การเพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นนั้น จะทำให้เรามองเห็นโค้ดได้น้อยบรรทัดลง มันก็ทำให้เราต้องเลื่อน scroll บ่อยขึ้น ซึ่งผมว่ามันลำบากมากกว่าเดิม ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือแม้ว่า Xcode จะใช้ฟอนต์ Menlo ที่อ่านง่ายๆและมองได้นานๆ แต่เนื่องตัวอักษรภาษาไทยในฟ้อนต์ Menlo ไม่มี ดังนั้น  Xcode ก็จะเลือกใช้ฟ้อนต์อื่นแทน และนั่นก็คือ Ayutaya ซึ่งมันไม่เหมาะสำหรับการเขียนโปรแกรมเลย

ทำยังไงดี ?

อันดับแรกที่ผมพยายามจะทำก็คือการเปลี่ยน font ซึ่งก็ได้ลองเปลี่ยนดูหลายๆแบบ เช่น ลองใช้ Monaco ซึ่งเป็นฟ้อนต์เก่าที่  Xcode เคยใช้ตั้งแต่ version 3 หรือโหลดฟ้อนต์ที่เค้าว่าดีสำหรับการเขียนโค้ดเช่น DejaVu , Consolas มาลองใช้งาน แต่ปัญหามันก็ยังเหมือนเดิมคือ ภาษาไทย มันก็ยังแสดงผลด้วยฟอนต์ Ayuthaya อยู่ดี อย่างรูปด้านล่างคือเปลี่ยนใช้ฟ้อนต์ Monaco

mono

จากการเปลี่ยนฟอนต์เล่นๆไปๆมา ก็พบว่า ฟ้อนต์ภาษาไทย จริงๆมันเปลี่ยนได้ แต่มันจะเปลี่ยน ก็ต่อเมื่อฟ้อนต์นั้นรองรับภาษาไทยมาตั้งแต่แรกเลย อย่างเช่น Thonburi

thonburi

เท่าที่ลองเปลี่ยนไปมาดูหลายๆฟ้อนต์ก็พบว่า Thonburi นี่แหละอ่านง่ายดี  แต่ปัญหาใหม่คือ .. ผมไม่ชอบตัวภาษาอังกฤษ ของฟ้อนต์ Thonburi เลย ให้ตายเหอะ .. ดูๆแล้วมันไม่เหมาะกับเขียนโปรแกรมเลย

อยากให้ฟ้อนต์ภาษาอังกฤษเป็น menlo ส่วนภาษาไทยเป็น thonburi งั้นสร้างฟ้อนต์เองเลยดีไม๊ ? … แต่มานั่งคิดๆก็รู้สึกว่า สร้างฟ้อนต์ใหม่มันเหมือนเป็นการ ขี่ช้างไล่จับตั๊กแตนไปหน่อย แล้วมันจำเป็นถึงต้องสร้างฟ้อนต์ใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาษาไทยใน XCode อ่านยาก ขนาดนั้นเลยเหรอ ?

จริงๆแล้วปัญหามันคืออะไร ..

ผมพบว่าปัญหามันคือ ถ้าเลือกใช้ฟ้อนต์ที่ไม่รองรับภาษาไทย .. มันจะแสดงด้วยฟ้อนต์ Ayuthaya  งั้นถ้าเราสามารถเปลี่ยนให้มันเป็นฟ้อนต์อื่นแทน Ayuthaya ได้ละ .. มันก็น่าจะแก้ปัญหาได้เช่นกันใช่ไหม ?

YES !!!! That’s right.

ผมนั่ง search google เพื่อหาวิธีการไขอยู่นาน จนกระทั่งพบว่า เราสามารถแก้ไข font – default ของ mac ได้ นั่นก็คือเข้าไปแก้ไขที่ไฟล์ DefaultFontFallbacks.plist ซึ่งจะอยุ่ในโฟลเดอร์

/System/Library/Frameworks/ApplicationServices.framework/Frameworks/

เมื่อเปิดไฟล์ขึ้นมา ให้หา monospace และเพิ่ม

(
( “th”, “Thonburi” ),
),

ต่อท้าย “Monaco” ดังที่แสดงในรูป

edit_font

สิ่งที่เราได้เพิ่มเข้าไปคือ บอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามหากเจอฟ้อนต์แบบ monospace และไม่มีภาษาไทยรองรับ ให้เปลี่ยนไปใช้ฟ้อนต์ Thonburi ก่อนเสมอ

จากนั้นก็ Save เสร็จแล้วก็ปิดและเปิด XCode ใหม่ ก็จะพบว่า ภาษาไทยแสดงด้วยฟ้อนต์ Thonburi แล้ว

thai_after1

เพียงเท่านี้เราก็ยังได้ฟ้อนต์ Menlo ที่อ่านง่ายเหมาะกับการเขียนโค้ด และใช้ฟ้อนต์ภาษาไทย Thonburi ที่อ่านง่ายกว่าฟ้อนต์ Ayuthaya เมื่อเปรียบเทียบกัน ก็จะยิ่งเห็นความแตกต่าง

befor_after

เห็นได้ชัดเลยว่า ภาษาไทย อ่านง่ายมากขึ้น และภาษาอังกฤษสำหรับเขียนโค้ด ก็ยังอ่านง่ายเหมือนเดิม

ก็ลองไปปรับเปลี่ยนกันดูนะครับ ถ้าใครไม่ชอบ Thonburi จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ตามใจเลยครับ และก็ก่อนแก้ไข แนะนำว่าควรจะ backup ไฟล์เดิมก่อน เผื่อว่าทำอะไรผิดพลาด

Happy Coding ครับ 🙂

เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 3: ระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัย

อย่างที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การศึกษาของประเทศสวีเดนนั้นมีมาตรฐานที่สูงมาก และในวันนี้ผมก็จะพูดเรื่องระบบการศึกษาของประเทศนี้พอสังเขปนะครับ ว่าทำไมเค้าถึงได้มีการศึกษาที่ดีมากๆ (ในมุมมองส่วนตัวของผมเองนะ)

เวลาเรียนน้อย แต่ลงมือทำเยอะ

ที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน จะแบ่งออกเป็นปีละ 4 period โดยแต่ละ period จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งในแต่ period จะลงเรียนได้ 2 วิชา ตรงนี้มันจะแตกต่างจาก ป.ตรี ไทย ที่ผมเคยเรียน เพราะในช่วงเรียน ป.ตรี นั้นแบ่งเป็น 2 เทอม โดยแต่ละเทอมใช้เวลา 4 เดือน และต้องลงเรียน 4 วิชา โดยส่วนตัวแล้วผมชอบการจัดเวลาเรียนของสวีเดนมากกว่าไทย แม้ว่าใน 4 เดือนนี้จะเรียนทั้งหมด 4 ตัวเหมือนกัน แต่การที่เรียนทีละ 2 ตัวและใช้เวลาระยะสั้น ผมว่ามันทำให้เราโฟกัสกับวิชาที่เรียนได้มากกว่า อีกทั้งเวลาสอบ ก็ไม่ต้องไปอ่านหนังสือ 4 วิชาพร้อมกัน ผมว่ามันสบายกว่า แต่ที่มันจะหนักกว่าก็คือ ระยะเวลาเรียนมันจะสั้นมาก พูดง่ายๆว่าเรียน 5 ครั้งนี่ อาจารย์ก็สอนไปครึ่งหนึ่งของเนื้อหาวิชาละ ดังนั้นถ้าไม่ตั้งใจเรียน หรือโดดเรียนสัก 2 คาบ นี่ผมบอกเลยว่ายากที่จะสอบผ่าน  และแทบทุกวิชา อาจารย์มีเวลาสอนน้อยมาก คือประมาณ 4 ชม ต่อสัปดาห์ และเน้นหนักไปทางให้งานมาทำ คือจริงๆมันไม่เยอะหรอก แต่กว่าที่จะทำเสร็จ มันใช้เวลานาน ในช่วงที่ผมไปเรียนแรกๆ ดูตารางเรียน รู้สึกว่า เวลาเรียนน้อย เวลาว่างเยอะจัง .. แต่เมื่อเรียนจริงๆกลับกลายเป็นว่า เวลาว่างที่เหลือส่วนใหญ่ หมดไปกับการทำการบ้าน หรือโปรเจคที่อาจารย์ให้มา .. เนื่องจากจะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าด้วยตัวเองเยอะพอสมควร ถึงจะสามารถทำได้

การสอนที่นี่จะเน้นให้นักเรียนไปค้นคว้าด้วยตัวเอง ถ้าติดปัญหาค่อยไปถามอาจารย์ ซึ่งมันค่อนข้างจะต่างกับไทยมากพอสมควร ที่อาจารย์จะเป็นผู้ที่ป้อนทุกสิ่งทุกอย่างให้นักเรียน เมื่อนักเรียนถูกฝึกให้ต้องค้นคว้าด้วยตัวเอง และเค้าจะไม่บ่นเลยครับว่า .. “ให้งานอะไรมา อาจารย์ไม่เห็นสอนเลย” เพราะนักเรียนมีหน้าที่จะต้องไปค้นคว้าแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  ข้อดีของการค้นคว้าและหาคำตอบด้วยตัวเอง มันดีมากๆนะครับ อย่างแรกคือ เราได้คุยกับเพื่อนแลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่างที่สองมันจำได้ขึ้นใจเพราะเราต้องเป็นคนหาคำตอบมาด้วยตัวเอง

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าสวีเดนไม่มี กวดวิชาแบบไทย แต่ทำไมนักเรียนเค้ามีคุณภาพกว่าเรา คือพูดง่ายๆว่านักเรียนไทยเรียนหนัก แต่กลับ มีความรู้น้อย .. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นักเรียนไทยนั้น ถูกสอนมาเพื่อทำข้อสอบ .. จำแต่สูตรลัด .. ซึ่งมันต่างกับสวีเดน ที่เค้าเน้นพื้นฐานและการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง

การทุจริตเป็นเรื่องที่น่าละอาย

มันเป็นเรื่อง ปกติ ในสังคมบ้านเราคือ นักเรียนลอกการบ้าน ลอกข้อสอบ .. แต่ในสวีเดนการลอกอะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าละอายมาก คือนักเรียนสวีเดน แทบจะไม่ลอกหรือทำเรื่องทุจริตเลย ไม่ใช่ว่ามันไม่มีโอกาส แต่ต่อให้มีโอกาส เค้าก็ไม่ทำครับ มีครั้งหนึ่งที่อาจารย์ให้การบ้านมา และผมทำเสร็จแล้ว .. เพื่อนถามผมว่า ข้อนี้แก้ยังไง ช่วยอธิบายให้เค้าฟังหน่อย .. พอผมบอกว่า เอางานผมไปดูไหม ? คำตอบที่ผมได้รับมาคือ .. เค้าไม่ต้องการจะลอกงานผม เค้าแค่อยากจะให้ผมอธิบาย ว่าหาคำตอบมาได้ยังไง .. หรือควรจะไปอ่านอะไรเพิ่มเติม .. คำตอบแบบนี้ผมไม่เคยได้ยินเลยในช่วงที่เรียน ป.ตรี  และนั่นแหละครับ เพราะว่าเค้าไม่ลอกกัน ดังนั้นแล้ว ในบางวิชาจะมี Take home exam คือ เป็นการสอบแบบ เอาไปทำที่บ้าน .. คือ อาจารย์เค้าไม่ต้องกลัวเลยครับว่านักเรียนจะลอกกัน .. เพราะเค้าไม่ทำครับ ฉะนั้น อย่าแปลกใจ ที่ทำไมสวีเดนเป็นประเทศ ที่มีการคอรับชั่นน้อยมากๆ

เป็นนักเรียนต้องหัดถาม และกล้าแสดงออก การโต้เถียงกับอาจารย์เป็นสิ่งที่ดี

ผมจำได้ว่าสมัยเรียน มัธยม .. อาจารย์ถามว่า
“มีใครไม่เข้าใจ”
พอผมยกมือถาม อาจารย์ก็จะบอกว่า “แล้วทำไมเธอไม่ตั้งใจฟัง”
คือแทนที่ผมจะได้รับการอธิบาย แต่กลายเป็นโดนด่าซะงั้น แล้วแบบนี้ใครจะไปอยากยกมือถาม

หรืออีกกรณีคือ เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกอาจารย์ว่า . อาจารย์สอนผิด .. แต่อาจารย์กลับพูดว่า

“ถ้าเธอเก่งนักก็มาสอนแทนครู”

คือจากการที่เราไม่เข้าใจ และโต้เถียงในสิ่งที่อาจารย์สอน กลับกลายเป็น เราทำความผิดที่ไปโต้เถียงซะงั้น

แต่ที่สวีเดนการโต้เถียงอาจารย์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไรเลย มันมีบ่อยครั้งมาก ที่นักเรียนโต้เถียงอาจารย์ว่าสอนผิด และการโต้เถียงเป็นสิ่งที่อาจารย์ที่นี่ชอบมาก ยิ่งถ้านักเรียนถามเยอะๆ นี่อาจารย์จะยิ่งชอบ ประโยชน์ของการถามคือมันทำให้เราได้คิดตาม และทบทวนสิ่งที่เราได้เรียนไปว่า เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า

อาจารย์เก่งมาก และมีประสบการณ์การทำงานที่โคตรเจ๋ง

คือต้องบอกเลยว่า อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนนั้นระดับเทพทั้งนั้น ที่ต้องเรียกว่าเทพก็เพราะว่า อาจารย์ที่สอนที่มหาลัยส่วนมากเป็น Professor ทั้งนั้นเลย และอาจารย์แต่ละท่านที่จะมาสอนในมหาวิทยาลัย KTH ที่ผมเรียนนั้นล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์การทำงานอันโชกโชน และมีงานวิจัยที่ต้องร้องว้าวเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น วิชา Sensor Based System อาจารย์ที่สอนคือ หนึ่งในทีมที่ประดิษฐ์ Optical Mouse ครับ คือฟังดูแล้วมันแบบว่า เจ๋งมากใช่ไหมละ ที่เราได้จะเรียนกับคนที่ประดิษฐ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชิ้นนี้ขึ้นมา เรียกได้ว่านอกจากเก่งในตำราแล้วเรื่องประสบการณ์การทำงานก็แจ่มมาก ซึ่งประสบการณ์การทำงานของอาจารย์นี่สำคัญมากนะครับ เพราะว่ามันเป็นความรู้และประสบการณ์ที่อยู่นอกเหนือตำรา ซึ่งอาจารย์จะสามารถอธิบายให้เราได้ชัดเจนมากว่า ไอ้ที่เรียนๆไปเนี่ย จะเอาไปใช้ยังไง มองเห็นภาพเป็นฉากๆ

มุ่งเน้นที่การศึกษาจริง ไม่ใช่ การวัดผลจากตัวเลขเกรด

การศึกษาในระดับ มหาวิทยาลัยของสวีเดน นั้นแบ่งเกรดรายวิชาออกเป็น A-E และ F คือไม่ผ่าน แม้ว่าจะมีเกรด A-E แต่กลับ ไม่มีเกรดเฉลี่ย ใช่ฟังไม่ผิดหรอก การเรียนที่นี่ไม่มีเกรดเฉลี่ย และไม่มีการจัดลำดับว่าเราอยู่ที่เท่าไหร่ของชั้นเรียน ผมว่าการที่มันไม่มีการจัดอันดับและเกรดเฉลี่ยนี่มันมีข้อดีหลายอย่างนะ อย่างแรกคือมันทำให้นักเรียนไม่ต้องถูกเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆว่า เป็นนักเรียนที่โง่ บางทีนักเรียนคนนั้นอาจจะเก่งมากในวิชาคณิตศาตร์ แต่วิชาอื่นไม่เก่งเลย .. ทำให้เกรดเฉลี่ยออกมานั้นน้อย ซึ่งในระบบการเรียนที่อิงกับเลข GPA ก็จะตีความว่านักเรียนคนนี้โง่ .. ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย และด้วยการที่มันไม่มีเกรดเฉลี่ยและ ranking ทำให้มันไม่มีเกียรตินิยม

การเรียนของที่นี่มีมาตรฐานสูงมากครับ คือการที่จะสอบผ่าน นั้นยากมาก เพราะฉนั้นนักเรียนที่ได้เกรด E หรือ D ไม่ได้ถือว่านักเรียนคนนั้นเรียนไม่ดีนะ เพราะเกรด E และ D นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก มันแปลได้ว่านักเรียนคนนั้นมีความรู้ผ่านมาตรฐานที่อาจารย์กำหนดแล้ว ส่วนการได้ A นั้นเป็นอะไรที่โคตรยาก เนื่องจากมาตรฐานมันสูงกว่าจะสอบผ่านได้นี่ก็ยาก ดังนั้นก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละ ที่จะได้ F (ผมก็เคยได้) นักเรียนที่ได้ F จะมีสิทธิที่จะสอบใหม่หรือที่เรียกว่า resit , re-exam โดยปกติอาจารย์จะอนุญาติให้สอบใหม่ได้ 2 ครั้ง ถ้าครั้งที่สองไม่ผ่าน ก็ต้องลงเรียนใหม่ และถ้าเกิดว่า เราสอบได้เกรด E , D และอยากจะสอบใหม่ ก็ทำได้อีกเช่นเดียวกัน (แล้วแต่ว่าอาจารย์จะอนุญาติหรือเปล่า ซึ่งปกติแล้วจะให้สอบใหม่ได้ครับ)

ข้อดีอีกอย่างของการที่มันไม่มีเกรดเฉลี่ย คือ นักเรียนเลือกรายวิชาเรียนเพราะสนใจที่จะเรียนจริงๆ ผมจำได้ว่าสมัยเรียน ป.ตรี จะได้ยินเพื่อนๆคุยกันเสมอว่า “เห้ย วิชานี้ได้เกรดง่าย หรือเปล่า อาจารย์ปล่อยเกรดไม๊ ?” คือพูดง่ายๆว่า ต่อให้วิชานั้นมันน่าเรียนแค่ไหน แต่ถ้าได้เกรดยาก นักเรียนก็มักจะไม่เลือกลง แต่ที่สวีเดนนักเรียนเค้าไม่ได้สนใจเลยว่า วิชานี้ได้เกรดง่าย หรือยาก ..  แต่เค้าจะถามว่า .. อาจารย์สอนดีไหม .. เนื้อหาวิชามันน่าสนใจไม๊ .. และจะมีประโยชน์กับเค้าหรือเปล่า เพราะอย่างที่ได้บอกไปคือเค้าไม่ต้องไปสนใจ GPA ไงครับ .. ได้เกรด E หรือ ได้ A ก็แล้วไง ? ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตเลย ที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตคือ สิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานั้นๆ เห็นไม๊ครับว่าแนวคิดของนักเรียนมันสวนทางกับนักเรียนบ้านเราที่เลือกลงเพราะได้เกรดง่าย เนื่องจากเกรดมันมีผลกระทบกับชีวิตนักเรียน .. บางคน เกรดเฉลี่ยสะสมมันน้อยมาก มีโอกาสจะโดนรีไทน์สูง มันก็เลยต้องหาวิชาได้เกรดง่ายๆมาช่วยดึง GPA โดยไม่สนใจเลยว่า เรียนแล้วได้อะไร

แผนการเรียนได้ออกมาแบบมาอย่างดี

อย่างที่ผมได้เคยเล่าไปว่า สมัยช่วงที่เรียน ป.ตรี ปี.2 นั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเรียนวิชา Material Science ไปทำไม และอาจารย์ก็หาคำตอบให้ผมไม่ได้ แต่ที่สวีเดนนี้ วิชาต่างๆจะจัดมาไว้ให้มีความสอดคล้องกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ผมต้องเรียนวิชา Embedded Project คือมันเป็นวิชาที่จะได้ทดลองสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาใช้งาน กินเวลาประมาณ 3 เดือน และแน่นอนว่ามันเป็นโปรเจคที่ต้องทำร่วมกันหลายๆคน ดังนั้นในช่วงที่เรียนนี้ ก็จะมีวิชา Project Management เข้ามาด้วย เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้ในการจัดการโปรเจค

และมันเจ๋งไปกว่านั้นคือ สองวิชานี้ จะมีการทำงานร่วมกันคือ .. วิชา Project Management จะมีนักเรียนจากภาคอื่นที่เรียนเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเข้ามาเรียนด้วย ดังนั้นอาจารย์จะให้นักเรียนภาคอื่นได้ทดลองเป็น Project Manager คอยจัดการปัญหาที่จะเกิดขึ้นในโปรเจค ส่วนนักเรียน Embedded ก็จะเป็นเหมือน Engineer คอยทำงานจริงๆ

นอกไปจากนี้ การทำอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ขึ้นมา จะได้รับ requirement จาก นักศึกษา ป.เอก หรือ อาจารย์ ที่ต้องการอุปกรณ์ชิ้นนั้น เพื่อสนับสนุนงานวิจัยของเค้า . อย่างโปรเจคที่ผมได้ทำ ก็คือ ต้องทำอุปกรณ์ วัด Battery จากรถยนต์ ซึ่งอุปกรณ์นี้ได้รับ requirement มาจากนักเรียน ป.เอก เคมี ที่กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้เสร็จเป็นรูปร่าง ก็จะได้นำไปใช้งานจริงๆ

เมื่อดูสรุป จะเห็นว่า การทำโปรเจคนี้ มันเหมือนการทำงานในบริษัท จริงๆ เพราะ

– มี requirement จาก user จริงๆ
– มี PM คอยจัดการงานบริหาร ช่วยติดต่อ และ ติดตามโปรเจค
– โปรเจคนี้ จะมีนักเรียน ที่เรียน Software และ Hardware มาทำงานร่วมกัน เหมือนเป็นคนละแผนก
– ผลของโปรเจค ได้นำไปใช้งานจริง

IMG_2681

ในรูปเพื่อนผมกำลังบักกรี วงจร ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวัดประสิทธภาพ Battery

IMG_2698

นี่คืออีกหนึ่งโปรเจค ที่ทำเกี่ยวกับระบบ เซ็นเซอร์ เพื่อใช้วัดความสั่นสะเทือนของรางรถไฟ

เน้นย้ำนะครับว่า นี่คือโปรเจครายวิชา ไม่ใช่ thesis แต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้ว่า แค่งานรายวิชา นี่ก็แบบจริงจังกันมาก

IMG_2705 IMG_2703

โครงงานวิชา Embedded Project ที่ผมได้ทำเกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ก็เลยได้ใช้ห้อง KTH Transport Lab จะเห็นว่า ในห้องนี้มีอุปกรณ์และรถต้นแบบ อยู่หลายคัน  อย่างคันสีเขียวอมฟ้าเป็นรถไฟฟ้าต้นแบบ และในช่วงที่ ประธานาธิบดี โอบามา มาเยี่ยมที่ Sweden ก็ได้เคยนำมาแสดงให้เห็นความก้าวหน้าเกี่ยวกับการวิจัยพลังงานของ KTH มาแล้วนะครับ

มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากรัฐบาล

มหาวิทยาลัยที่สวีเดน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในแต่ละปีจะมีเงินในการทำวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยหลายล้านเลยทีเดียว ถ้าเป็นคนสวีเดน จะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนสักบาทเลย ไม่ว่าจะในระดับ มัธยม หรือมหาวิทยาลัย ในกรณีทำ ป.เอก มหาวิทยาลัย จะต้องจ่ายเงินเดือนให้นักเรียนนะครับ เพราะเค้าถือว่า นักเรียน ป.เอก นั้นเป็น เสมือนบุคลากรที่มาช่วยทำวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย ดังนั้นแล้ว การได้รับการตอบรับเรียน ป.เอก นี่ก็เหมือนกับ การได้รับการตอบรับเข้าทำงานกับทางมหาวิทยาลัยในฐานะนักวิจัยเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญเงินเดือนนี่ไม่ได้น้อยเลยนะครับ

อุปกรณ์พร้อม

คงจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า อุปกรณ์ในการเรียนการสอน มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับ การมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้เราเรียนรู้ได้มากกว่า ผมขอยกกรณี ตัวอย่าง ให้ฟังนะครับ อย่างวิชา Computer Interaction นี่ก็จะมีของเล่นใน Lab เยอะมากๆ เช่น Kinect  (กล้องจับการเคลื่อนไหว) หรือ Haptic อุปกรณ์จำลองแรงตอบสนอง , Interactive Monitor , อุปกรณ์จับคลื่สมอง คือมันมีให้เล่นเยอะมากๆ หรืออย่างในห้อง Computer (ไม่ใช่ห้อง Lab Com นะครับ) ก็จะมีบริการ Scanner ให้นักเรียนได้ใช้ฟรีๆ หรือถ้าเกิดอยากจะพริ้นเอกสารก็ทำได้ฟรี แต่มีโควต้าจำกัด หรือในส่วนของทาง Software ก็มีให้พร้อม อย่างที่มหาวิทยลัยของผมนี่นักเรียนจะสามารถโหลด Software จาก Microsoft ได้ฟรี (แบบมีลิขสิทธินะ) รวมไปถึง Software อื่นๆเช่น Mathlab

IMG_2609

 

ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน อะไรก็พร้อม โปรเจคเตอร์แบบเห็นกันทุกๆมุมห้อง

IMG_1300

การสนับสนุนจากเอกชน

นอกจากรัฐบาลจะสนับสนุนการวิจัยและงบประมาณแล้ว ภาคเอกชนที่นี่ก็สนับสนุนมหาวิทยาลัยอย่างดีมาก ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังคือ ในตอนที่ผมเรียนวิชา Computer Interaction ซึ่งอาจารย์มีโปรเจคให้นักเรียนไปคิดกันเองว่าจะประยุกต์ใช้ความรู้จากวิชานี้ยังไง ซึ่งกลุ่มผมต้องการจะทำโปรเจคที่ต้องใช้อุปกรณ์ จับการเคลื่อนไหวของสายตา แต่อุปกรณ์ตัวนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่มี เมื่อสอบถามไปยังอาจารย์ก็พร้อมจะช่วยเหลือ แกก็ติดต่อภาควิชาอื่นที่มีอุปกรณ์นี้ หรือแม้กระทั่งติดต่อบริษัทขอยืมอุปกรณ์มาให้นักเรียนได้ทดสอบ ซึ่งทางบริษัทก็ยินดีจะให้ยืมอุปกรณ์มาทดสอบ ด้วยนะครับ หรือ งานวิจัยหลายอย่างของมหาวิทยาลัย ก็ได้รับงบประมาณการสนับสนุนจากเอกชน การได้รับการสนับสนุนจากเอกชนนี่สำคัญมากนะครับ เพราะเอกชนจะได้รับประโยชน์จากงานวิจัย และนักเรียนเองก็จะได้รับความรู้และโอกาสเข้าทำงานกับเอกชน

จากเหตุผลที่ผมยกมานั้น น่าจะพอแสดงให้เห็นว่า ทำไม สวีเดน ถึงได้มีระดับมาตรฐานการศึกษาที่สูง

และในครั้งหน้า ผมจะพูดถึง มหาวิทยาลัย KTH ที่ผมได้ไปเรียนครับ