เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 2 : กว่าที่จะได้ไปเรียน

อย่างที่ผมได้เคยบอกไปว่า ได้ใช้เวลากว่า 5 ปีที่จะได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสวีเดน เพราะเนื่องจากว่าตัวผมเองนั้นมีผลการเรียน ป.ตรี ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะด้วยความคิดตอนเรียน ป.ตรี ของผมค่อนข้างจะสุดโต่งพอสมควร คือ ผมมีแนวคิดว่าเกรดไม่สำคัญ ผมมองว่าสำคัญกว่าคือวิชาอะไรที่เราอยากจะเรียน และจะได้เอาไปใช้ในอนาคต ดังนั้นในเมื่อผมสนใจวิชาคอมพิวเตอร์หรือเขียนโปรแกรม ผมก็จะตั้งใจเรียนมาก ก็จะได้ A, B แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าวิชานั้นผมเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือเขียนโปรแกรม ผมก็ไม่เข้าเรียนเลย ซึ่งเกรดที่ออกมาก็จะได้ดีเสมอ .. คือเกรด D  นั่นเองแหม่ .. เรื่องความสุดโต่งและดื้อรั้นสมัยเรียนนี่เรียกได้ว่าโคตรเกรียน ครั้งหนึ่งตอนนั้นผมอยู่ ปี 2 เคยเดินไปถามอาจารย์ ทีสอนวิชา material science ว่า วิชานี้ผมจะเอาไปใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ยังไง แล้วอาจารย์ก็ตอบผมไม่ได้  ผมจึงไปหาหัวหน้าภาคและสอบถาม .. ซึ่งตัวแกเองก็ตอบไม่ได้อีกว่าทำไมต้องเรียน และก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้อง แกก็บอกว่าผมขอพิจารณา สิ่งที่คุณถามผมก่อนนะ  .. เมื่อผมไม่ได้คำตอบว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ผมไม่เข้าเรียนแมร่งเลย และก็นั่นแหละ เกรดที่ออกมาก็ได้ดีเสมอ เหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น คือในปีต่อมาหัวหน้าภาควิชา ก็นำวิชานี้ออกจาก การเรียนการสอนของ ปี.2  .. และด้วยความสุดโต่งนี่เอง มันก็ส่งผลให้ผมจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.3 และผมแทบจะอยู่ในลำดับท้ายๆ ของชั้นเรียน (อย่างไรก็ตามในการทำงาน ผมทุ่มเทกับงานเต็มที่นะ ไม่เหมือนตอนเรียนเลย เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำมาก นั่นคือการเขียนโปรแกรม)

547935_10151122670019479_2536155_n

เนื่องจากจบ ป.ตรี ด้วยเกรดที่ต่ำมาก ดังนั้นการสมัครเรียนต่อ ป.โท สำหรับผมนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่ว่าจะมหาลัยไหน เค้าก็พิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าเรียนจากเกรดเฉลี่ยก่อนเสมอ ตอนนี้เหละผมถึงได้เห็นความสำคัญของเกรดเฉลี่ยตอน ป.ตรี ว่ามันมีความสำคัญกับการเรียนต่อ คือจริงๆแล้ว ตอน ป.ตรี ก็รู้นะว่าว่ามันจำเป็น แต่ ณ ตอนนั้นไม่มีความคิดว่าจะอยากเรียนต่อ ป.โท ก็เลยไม่ได้สนใจอะไรกับมันเลย ประกอบกับความที่เป็นคนสุดโต่งขวางโลกและเกรียนมากไปหน่อยเลยปล่อยให้เกรดมันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ฉะนั้นผมจึงแนะนำให้น้องๆที่กำลังเรียน ให้ตั้งใจเรียนไปเถอะครับ ทำให้มันดีที่สุด คือในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เห็นหรอกว่า จะเอาแคลคูลลัสไปใช้ยังไงกับการขายไก่ย่าง แต่ใครจะไปรู้ว่าในอนาคต มันอาจจะจำเป็น

ในเมื่อเกรดไม่สูง แล้วทำอย่างไรถึงจะได้เรียนต่อ คำตอบก็คือประสบการณ์การทำงานครับ เพราะการสมัครเรียน ป.โท ที่สวีเดนนั้น นอกจากจะพิจารณาผลการเรียนแล้ว (เป็นอย่างแรกที่พิจารณา) ยังพิจารณาจากประสบการณ์ทำงานประกอบด้วย ซึ่งตรงนี้เองทำให้คนเกรดน้อย แต่ประสบการณ์การทำงานมีพอสมควรอย่างผม ยังพอมีหวังจะได้เรียนกับเค้าบ้าง

ขั้นตอนที่คล้ายๆกับ การสมัครเอ็นทรานซ์ของบ้านเราคือ

  • จะเปิดให้ลงทะเบียนกับทางเวป universityadmissions.se ในช่วงประมาณเดือน ต.ค ของทุกปี
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เลือก มหาวิทยาลัย และสาขาที่อยากเรียน ซึ่งจะเลือกได้ 4 ลำดับ
  • ต่อมาก็เป็นขั้นตอนการส่งเอกสารที่จำเป็นในการสมัครเรียน ในกรณีสมัครหลายมหาวิทยาลัย เอกสารบางอย่างส่งไปเพียง 1 ฉบับก็ได้ เช่น transcript อันนี้ต้องดูในเวปเอาว่าอันไหนส่งแค่อันเดียว
  • ตอนปีที่ผมสมัครนั้น ต้องส่งเอกสารไปยังสวีเดน แต่ในปีนี้ เค้าให้ upload ทาง internet ได้อีกหนึ่งช่องทาง สะดวกมากๆ ( ผมบอกแล้วว่าประเทศนี้ ระบบแทบจะทุกมันล้ำหน้าไปมากแล้ว )
  • แทบจะทุกสาขา ต้องการคะแนน IELTS  6.5 ส่วน TOEFL 90 (internet base) ดังนั้นถ้าคิดจะเรียนต่อและยังไม่มีคะแนนตรงนี้ ควรรีบสอบให้ผ่านตั้งแต่เนิ่นๆ
  • เอกสาร ในการสมัคร ต้องดูว่าสาขาที่เรียนเค้าต้องการอะไรบ้าง เช่น อาจจะต้องส่ง portfolio หรือว่า อาจจะมี จม. รับรองจากที่ทำงาน หรือจาก อาจารย์ ก็ว่ากันไป ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูในเวปทาง มหาวิทยาลัย
  • ที่แน่ๆเอกสารสำคัญ ที่แทบทุกสาขาจะต้องส่ง ก็คือ Statement of propose หรือ Essay ที่บอกว่า ทำไมถึงอยากจะเรียนสาขานี้

ในการสมัครครั้งแรกเมื่อปี 2008 ผมก็เลือกที่ KTH สาขา Distributed Software Engineering ที่เลือกเรียนที่ KTH ก็เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Stockholm เมืองหลวงของสวีเดน และ KTH นั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องของ Engineering ( อีกมหาลัยคือ Charlmer ก็ขึ้นชื่อในทางนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่สตอกโฮล์ม ) ในการสมัครครั้งแรกนั้น ใจจริงก็หวังไว้เหมือนกันว่าน่าจะได้รับพิจารณาเข้าเรียน แต่เมื่อประกาศผล มันก็ไม่เป็นดังที่หวัง ไม่ได้ที่เรียน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่หมดหวังซะทีเดียว เพราะได้ลำดับสำรองที่ 9 มันก็พอทำให้ผมเห็นภาพว่า คนเกรดน้อยๆอย่างผมมันยังโอกาสได้เรียนกับเค้าบ้าง

แม้ว่ามันจะผิดหวัง แต่ก็ยังดีที่ได้ลำดับสำรอง นั่นก็แปลว่า เค้ายังพิจารณาเรา ไม่ใช่ว่าเกรดน้อยแล้วไม่พิจารณาเลย และจากการผิดหวังครั้งนี้  ผมก็สมัครเรียนใหม่ในปี 2010 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ที่ทางสวีเดนจะให้เรียนฟรี (หลังจากปี 2010 สวีเดนเก็บค่าเรียนสำหรับนักเรียนที่อยู่นอกยุโรป) ผมก็สมัครเรียนที่เดิม และผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือ ได้ตัวสำรองอีกแล้ว และลำดับไกลกว่าเดิมคือ 28 เหตุผลที่ลำดับมันไกลกว่าเดิม ก็เพราะว่าเป็นปีสุดท้ายที่สวีเดนเรียนฟรี ในปีหน้าจะเก็บค่าเล่าเรียนดังนั้นคนจากหลายๆประเทศ ก็แห่กันมาสมัคร เรียกได้ว่าปีนั้นนักเรียนล้น มีการสมัครเรียนกันเยอะมาก และเมื่อมาปีถัดมาเหตุการณ์ก็กลับกัน จำนวนนักเรียนนั้นก็ลดลงกว่าครึ่ง เพราะผลจากการประกาศเก็บค่าเล่าเรียนจากนักเรียนนอกยุโรป นั่นเอง

จนมาปี 2012 ผมเปลี่ยนใจมาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัย UQ ของ ออสเตรเลียแทน เพราะเนื่องจากสวีเดนเก็บค่าเล่าเรียน คือถ้าเรียนที่ UQ น่าจะหางานทำไปด้วยระหว่างเรียนได้ แต่ในขณะที่ผมกำลังเรียนภาษาที่ UQ อยู่นั้น ก็กลับมาคิดว่าน่าจะลองสมัครเรียนที่ KTH อีกสักรอบดีไหม ขอรอบสุดท้ายละ ถ้าไม่ได้ก็จะได้ยุติความคิดซะ เพราะว่านี่ก็จะ 5 ปีละที่พยายามจะสมัครเรียน  ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนแบบไม่ได้หวังอะไรมากเหมือนอย่าง 2 รอบที่แล้ว แต่ว่าครั้งนี้ผมเปลี่ยนสาขาวิชา มาเป็น Embedded System ประเด็นแรกคือ มันตรงกับประสบการณ์ของผมมากกว่า อย่างที่สองคือตัวผมเองก็สนใจพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเป็นทุนเดิม และเมื่อประกาศผล สิ่งที่พยายามมา 5 ปีก็สำเร็จ ทางมหาวิทยลัย KTH ได้ตอบรับผมให้เข้าเรียนสมใจ

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการสมัครเรียนทั้งสามรอบคือ

  • ทาง มหาวิทยาลัยต้องการ Letter of Recommended จากที่ทำงาน หรือ อาจารย์ รวมทั้งหมด 2 ฉบับ  ซึ่งคนที่มีเกรดตำ่แบบผม จม.รับรองจากที่ทำงาน นั้นมีผล มากกว่า จม.จาก อาจารย์ และโชคดีอีกแล้ว ที่ หัวหน้าผมเป็นคนอเมริกัน เค้าจึงเขียนให้ได้ดีมาก ผมไม่ได้บอกว่า จม.รับรองของ อาจารย์ไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะผมเรียนไม่ค่อยดี อาจารย์จึงไม่มีอะไรจะเขียน จะเขียนชม คนเกรดต่ำมันก็คงกะไร ..
  • ในการเขียน Essay ให้บอกไปเลยว่าอยากทำอะไร จุดประสงค์อะไรชัดเจน มีเป้าหมายที่แน่ชัด เช่นตอนผมสมัคร ผมก็เขียนไปเลยว่าถ้าเรียนแล้ว มันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน ( ผมแทบจะไม่ได้เขียนแบบโลกสวย ว่าจะเอากลับมาพัฒนาประเทศอะไรแบบนั้นเลย )
  • ถ้า ในเมื่อเราเกรดน้อย แต่ทำงานมาหลายปี ก็ต้องเขียนเน้นทางประสบการณ์ การทำงานให้ชัดเลยว่ามันเกี่ยวกับที่จะไปเรียน หรือเรียนแล้วเอามาใช้ยังไง
  • ถ้าสาขาที่สมัครมันเกี่ยวกับที่งานที่ทำ จะได้เปรียบเป็นอย่างมาก

แต่ปัญหาต่อมาคือ ค่าใช้จ่ายในการเรียน มันสูง ทางออกที่มีอยู่ของผมคือหาทุนเรียนต่อ

ทุนเรียนต่อสวีเดน

อันที่จริงทุนที่ประเทศสวีเดนมีเยอะพอสมควร แต่เท่าที่ผมรู้จักจะมีด้วยกัน 4 ทุนคือ

ทุนแรกที่ผมเล็งไว้คือทุน กพ. ในปีนั้นทาง กพ ได้เปิดรับบุคคลภายนอกที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อ ซึ่งผมก็ดูรายละเอียดคร่าวๆ ก็มาเจอทางตันอีกแล้ว คือ เกรดต้องมากกว่า 3.5 ผมโทรไปสอบถามที่ กพ ว่าเกรดไม่ถึง 3.5 สมัครได้หรือไม่ .. ก็ได้คำตอบว่า ในกรณี่ที่เกรดไม่ถึง 3.5  .. ส่งเอกสารมาก่อน แล้วอาจจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป .. อย่างไรก็ตามหากได้ทุน กพ จะต้องทำงานใช้ทุนคืนประมาณ 2 เท่าของเวลาที่เรียน และอีกประการก็คือ ในระหว่างรับทุน ต้องทำเกรดให้ไม่ต่ำกว่าทาง กพ กำหนด (ปกติคือ 3.0) เค้าถึงจะต่อทุนให้ .. เมื่อพิจารณาจากผลการเรียน แล้ว ก็ต้องบอกว่า … แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทาง กพ จะให้ทุนเรียนต่อสำหรับคนอย่างผม และถึงแม้ได้ทุนเรียนต่อ ผมก็ต้องพบกับความกดดัน ที่จะต้องทำเกรด ให้ได้เกิน 3.00 (อย่างไรก็ตาม ทุน กพ. บางทุนไม่ต้องใช้คืน และไม่มีเกรดบังคับ อันนี้ต้องไปดูเองนะครับ)

ทุน กริปเพน หรือทุนของทางกองทัพไทย เนื่องจากกองทัพอากาศไทยซื้อเครื่องบินจากประเทศสวีเดน ทางสวีเดนจึงให้ทุนแก่กองทัพ เพื่อให้คนของทางกองทัพได้มาศึกษาต่อที่นี่ อย่างไรก็ตามทางกองทัพ ก็ได้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้ขอทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อผมดูรายละเอียด ณ เวลานั้นก็พบว่า มันหมดเวลา ที่จะสมัครไปแล้ว

ความหวังการขอทุนแทบจะริบหรี่ จนกระทั่งผมเจอทุน SI ( Swedish Institute ) ทุน SI นี้จะแบ่งออกเป็นหลายประเภท มีทั้งทุนให้ นร ในยุโรป , นักเรียนในประเทศที่ยังไม่พัฒนา, นักเรียนจากตะวันออกกลาง และสุดท้ายใน categories 2 นั้นได้มีประเทศไทยอยู่ในรายการด้วย เมื่อผมอ่านรายละเอียดคร่าวๆ ก็พบว่า คนที่จะสมัครทุนนี้ได้ต้องได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยเสียก่อนถึงจะสมัครได้  (เงื่อนไขการสมัครในแต่ละปี อาจจะเปลี่ยนไป ลองดูโดยตรงที่เวป) ทุนนี้จะไม่พิจารณาผลการเรียน พูดง่ายๆคือไม่ดูเกรด  ใช่ครับเค้าไม่สนใจเกรดเลยเนื่องจาก เค้ามองว่า ถ้าหากทางมหาวิทยาลัยตอบรับเราแล้ว ก็แสดงว่าทางมหาวิทยาลัยได้เห็นว่าเรามีสักยภาพมากพอที่จะเรียนจบได้ ดังนั้นเค้าจึงไม่ได้เอาเกรด มาเป็นตัวตัดสินในการให้ทุนเลย และ ทุนนี้ให้เปล่า หรือไม่ต้องใช้ทุนคืน ให้ฟรีๆเลย และที่สำคัญไปกว่านั้นทุนนี้ไม่มีข้อบังคับเรื่องต้องทำเกรดตามที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม ต้องได้หน่วยกิจครบตามที่กำหนด (อันที่จริงระบบการเรียนของสวีเดน ไม่มีเกรดเฉลี่ย) ทุน SI นี้เปิดรับ นศ จากหลายประเทศ ดังนั้นเราก็ต้องแข่งกับนักเรียนจากประเทศอื่นๆ

ในเมื่อต้องแข่งกับประเทศอื่นๆมากมาย แล้วเราจะมีโอกาสเหรอ ? คำตอบคือ .. มี แน่นอน จริงอยู่ว่ามีนักเรียนจากทั่วโลกหลายพันคนสมัครทุนนี้ แต่ว่าทาง SI นั้นจะให้ทุนโดยแบ่งออกโควต้าให้แต่ละประเทศ (ความคิดเห็นของผมเองนะ) คือพูดง่ายๆว่าใน 70 ทุนนี้ ก็จะแบ่งให้แต่ละประเทศเฉลี่ยๆกัน เมื่อดูรายชื่อประเทศที่ให้ทุนก็มีประมาณ 20-30 ประเทศ ดังนั้นแล้วประเทศไทย ก็น่าจะได้รับทุนประมาณ 3-4 คน ฉะนั้นเวลาสมัครทุนไม่ต้องคิดเยอะหรอกครับว่าต้องไปแข่งกับคนทั่วโลก คิดแค่ว่าเราต้องแข่งขันกับคนไทยที่สมัครทุนนี้ด้วยกันก็พอแล้ว จะได้มีกำลังใจต่อสู้

ในการสมัครทุน SI นั้น เอกสารสำคัญที่ต้องยื่นก็คือ Resume และ Essay ซึ่งจะต้องตอบคำถามตามหัวข้อที่เค้ากำหนดให้ .. ในคำถามจะกำหนดว่าจะเขียนได้ไม่เกินกี่คำ  อาจจะโชคดีก็ได้ที่ผมมีเพื่อนที่ทำงานเป็นคนสวีเดน ผมจึงรู้อุปนิสัยของคนสวีเดนคร่าวๆว่าเป็นอย่างไร และหนึ่งในนั้น ก็คือ .. การพูดตรงๆ .. ใช่ครับ พูดตรงๆไม่มีอ้อม … แล้วมันสำคัญยังไงละ ? คำตอบคือ มันใช้ในการเขียน essay ตอบคำถามครับ  เขียนตอบคำถามตรงๆเลยครับ ไม่ต้องมีน้ำ ใส่กันแต่เนื้อเลยๆ บอกจุดประสงค์ที่ชัดเจน และที่สำคัญ อย่างที่ได้บอกไปในครั้งก่อนว่า คนสวีเดนทำตามกฎระเบียบ ดังนั้นถ้าเค้ากำหนดให้ไม่เกินกี่คำ ก็อย่าเขียนเกินเป็นอันขาด

เมื่อประกาศผล สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมได้ทุนเรียนต่อที่สวีเดน … แทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่ได้เกรด 2.3 อย่างผม ได้ทุนเรียนต่อ ความพยายาม 5 ปีของผมไม่สูญเปล่า ผมได้ไปเรียนยังประเทศที่อยากจะไป สิ่งที่ผมทำมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่า .. ความพยายาม บวกกับ การวางแผนที่ดี ทำให้เราสำเร็จได้

ผลการเรียนตอน ป.ตรี ของผมค่อนข้างแย่ อยากกลับไปแก้ไขอดีต แต่ว่ามันก็คงแก้ไขไม่ได้ และในเมื่อผู้ให้ทุนหยิบยื่นโอกาสให้แล้ว  .. ผมจึงพยายามสุดความสามารถ และในที่สุด ผมก็เรียนจบในปีนี้นี่แหละครับ

ถ้าเราพยายามมากพอ ความสำเร็จ มันก็เกิดขึ้นได้ครับ

เดี๋ยวคราวหน้า ผมจะเล่าเรื่อง มหาวิทยาลัย และ ระบบการศึกษา ของที่นี่ให้ฟังนะครับ

ปล. มีคนถามผมหลังไมค์เยอะมากเรื่อง การพิจารณาเข้าเรียน 

  • เกรดไม่ถึงตามที่เค้ากำหนด สมัครได้ไหม ? ผมบอกตรงๆว่า เคสของผมนั้น เกรดน้อยจริง แต่ประสบการณ์ทำงานของผมมากกว่า 5 ปี และสิ่งที่ผมจะไปเรียนต่อ มันตรงกับงานที่ผมทำ และผมเขียนจุดมุงหมายของผมชัดเจนมาก ดังนั้น ถ้าหาก คุณเกรดน้อย ประสบการณ์ไม่มี จุดมุ่งหมายไม่ชัดเจน คืออยากเรียน ป.โท แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องเรียน เรียนไปทำอะไร บอกเลยว่า เป็นไปได้น้อยมากที่เค้าจะพิจารณาให้เข้าเรียน
  • คะแนนภาษาอังกฤษ ? แม้ว่าเกรดผมจะน้อย แต่ผมได้คะแนนภาษาอังกฤษ ผ่านตามที่เค้ากำหนดครับ ฉนั้น ถ้าคุณคะแนนภาษาไม่ผ่าน ก็คงหมดสิทธิครับ
  • มีแบบที่เรียนภาษาอังกฤษที่โน่น แล้วเข้ามหาลัยไหม ? ปีที่ผมเรียน ไม่มีครับ แต่เหมือนว่าปีนี้ 2016 มหาลัย Jönköping มีเปิดนะ แต่ผมไม่แนะนำเลย เพราะสวีเดนค่าครองชีพแพงมาก แต่ถ้าคุณรับได้กับ ราคาโค้กกระป๋องละ 60 บาท จ่ายได้สบายๆ ก็จะไปเรียนภาษาที่โน่นก็ได้ครับ
  • สมัครยังไง วิธีการยังไง .. แต่ละปี เงื่อนไข วิธีการ มันไม่เหมือนกัน บางปีไม่เปิดรับนักเรียนไทย ดังนั้นผมแนะนำให้ไปอ่านเอง ที่หน้าเวปโดยตรง สงสัยอะไรก็ email ไปถามเค้าเองเลยครับ

หมายเหตุ ตอนที่ผมสมัครเรียน ปี 2012 และตอนที่เขียนนี่คือ ปี 2014 ดังนั้นข้อมูล ค่อนข้างเก่ามากแล้วครับ ผมแนะนำ ให้อ่านของ หมอรัฐ เขียนไว้ดีกว่าครับ เกี่ยวกับ การสมัคร และกฎเกณฑ์ การพิจารณา

http://rath.asia/2016/07/swedish-institute-scholarship/

35 thoughts on “เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 2 : กว่าที่จะได้ไปเรียน”

  1. จบ KTH นี่ไม่ธรรมดาเลยค่ะเก่งมาก แถม Embedded system ด้วยนี่ ข้าน้อยขอคาราวะเลย เพิ่มอีกนิดคือของ Chalmers มีทุนให้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะเหมือนกันค่ะ แต่ก็รีไควร์เกรด 3.00 อย่างต่ำ

  2. สนใจเรียนที่สวีเดนเช่นกันค่ะ จบ ป.ตรี วิศวะ 2.85 ประสบการณ์ทำงาน 2 ปี
    **เกรดน้อยแต่ก็จะลองยื่นดูค่ะ

    ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นแนวทางให้คนรุ่นหลังนะคะ

  3. อ่านแล้วสนใจมากค่ะ อยากเรียนต่อที่สวีเดนพอดี
    จบ ป.ตรี ได้ 3 กว่า อยากทราบว่าจะสามารถสมัครเรียนต่อได้ไหม? แล้วจำเป็นไหมค่ะที่จะต้องมีประสบการณ์ก่อน

  4. สวัสดีค่ะ อ่านแล้วสนใจมากเลย เพราะว่าตัวเองก็เกรดน้อยเหมือนกัน
    แต่อยากทราบว่า ป.โท ของทางสวีเดน นี่ต้องใช้ภาษาอะงไรเรียนเหรอคะ
    ภาษาอังกฤษ หรือว่า สวีเดน
    ขอบคุณนะคะ

  5. ขอสอบถามหน่อยค่ะ เลือกมหาลัยได้กี่อันคะ แล้วก็ถ้าอัพโหลด เอกสารและจ่ายตังค่าสมัครแล้วต้องทำอย่างไรต่อคะ

    1. ปกติเลือกได้ 4 อันดับนะครับ ถ้า upload เอกสาร จ่ายเงิน ต่อไปก็แล้วก็ไปสมัครทุน ผมแนะนำให้ดู key date ของแต่ละเวป นะครับ เค้าเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า timeline ของแต่ละอย่างทำอะไร

  6. รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ พอจะทราบไหมคะว่ามหาวิทยาลัยที่เราได้ตอบรับ มีผลต่อการพิจารณาทุนไหม เช่น เราได้ Chalmers ซึ่งก็ไม่ใช่ท็อปของสวีเดน อย่างงี้โอกาสได้ทุนจะน้อยลงไหมค่ะ คือตอนนี้เรารอลุ้นผลอยู่ แต่แอบกังวลกับตรงนี้ อีกอาทิตย์เดียวจะประกาศแล้ว แต่รอมานานมาก ใกล้บ้าแล้ว 555

    1. rank มหาลัยไม่มีผลครับ (อันที่จริงสวีเดนไม่มีการจัดลำดับ ranking มหาวิทยาลัย) อย่างที่ผมบอกไปสวีเดนเค้าไม่สนใจ ranking ครับ ก็เลยไม่มีเกียตินิยม ไม่มี gpa เอาไว้เปรียบเทียบอันดับ อะไรทั้งสิ้นครับ

  7. เรารบกวนหน่อยค่ะ พอดีสนใจทุนนี้มาก
    แต่ไม่แน่ใจว่าคนที่ยื่นขอได้จำเป็นต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย2ปีรึเปล่าคะ พอดีของเราทำงานได้แค่ 1ปีกว่าๆ ไม่ถึง2ปี
    ขอบคุณมากค่ะ

    1. ไม่จำเป็นครับ
      ปีนี้จำเป็นนะครับ ตามที่คุณ Ann ได้บอกมา รายละเอียดแต่ละปีไม่เหมือนกัน

    2. รู้สึกจะกำหนดชั่วโมงการทำงานนะค่ะ 2000 ชั่วโมงถ้าจำไม่ผิด เราเพิ่งสมัครไปปีนี้

      1. ขอบคุณมากนะคะ พอดีจะสมัครปลายปีนี้ เราสอบถามทาง SI ไปทางอีเมลล์แล้วค่ะพอดีเค้ากำหนดเป็น2,800 ชม. (2ปี) คือเรามีประสบการณ์แค่ 1 ปี6เดือน แต่นับจำนวนชั่วโมงได้ถึง 2,800 ชม. เลยถามเค้าไป ทาง SI ก็ตอบกลับมาว่านับเป็นจำนวน ชม. โดยไม่สนว่าระยะเวลาเป็นเท่าไหร่ค่ะ
        อย่างไรก็ตามเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีค่ะ

        เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนอื่นๆด้วยค่ะ

      2. ขอบคุณครับ เรื่องจำนวนประสบการณ์การทำงาน ในปีที่ผมสมัครมันไม่มี ส่วนปีนี้ ก็คงตามคุณบอกผมมาแหละครับ เพราะอย่างที่ได้บอกไปว่า แต่ปี เงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน 🙂

  8. หวัดดีค่ะอยากทราบว่าต้องสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก่อนให้เค้าตอบรับก่อนใช่ไหมค่ะ แล้วสมัครให้มหาวิทยาลัยตอบรับต้องทำไงบ้างค่ะ รู้สึกยัง งงๆกับการสมัครค่ะ ช่วยตอบด้วยค่ะ จะขอบคุณมากๆ อ่านในเว็บแล้ว งงๆกับขั้นตอนสมัครกับทางมหาวิทยาลัย ส่วนสมัครทุนอันนี้ทราบว่าต้องสมัครแยกกับ admission

    1. 1. ต้องสมัคร admission กับทาง กองสมัครกลางของสวีเดน ก่อน จากนั้นเลือก มหาลัย คณะ แล้วส่งเอกสารต่างไป
      2. จากนั้นสมัครทุน ซึ่งจะแยกกับ admission
      3. ประกาศผลว่า ติดมหาวิทยาลัยหรือไม่
      4. ประกาศว่า ได้ทุนหรือไม่

      และต้องบอกก่อนว่า ปีที่ผมสมัคร กับ ปีการศึกษาปัจจุบัน วิธีการมันต่างกัน .. ผมแนะนำให้ไปอ่านทำความเข้าใจเองอีกสักรอบจะดีกว่าครับ

      1. ขอบคุณมากค่ะ พอสมัครของส่วนกลางแล้ว ต้องส่งเอกสารตามไปที่หลังทางไปรษณีย์หรือเปล่าค่ะเท่าที่อ่านไม่แน่ใจเท่าไร ส่วนเรื่องสมัครทุน อยากทราบว่าเอกสารต้องส่งทั้ง 4 ชุดใช่ไหมค่ะ เพราะเค้ามีให้เลือกมหาวิทยาลัย 4 อันดับ หรือส่งไปแค่ชุดเดียวค่ะกรณีสมัครสาขาเดียวกันแต่ 4 มหาลัย อยากทราบว่าเกรดมีผลต่อการพิจารณามากไหม พอดีเราจบป.ตรีเกรด ไม่ค่อยสวยเท่าไร แค่ 2 กว่าๆเอง กะว่าจะเพิ่มประสบการณ์ทำงานไปก่อน เพื่อให้มีน้ำหนักใน sop แล้วเค้าพิจารณาเรื่อง extra curricular activities ไหมค่ะ หรือมีก็ได้ไม่มีก็ไม่เป็นไร ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ กะว่าจะสอบภาษาให้ผ่านก่อน แล้วเรื่องสมัครทุนค่อยว่าอีกที

        1. เรื่องการสมัครและวิธีการ ถ้าไม่เข้าใจแนะนำว่าให้ mail ไปสอบกับทางโน้นโดยตรงเองเลยดีกว่าครับ เค้าให้คำตอบได้ดีกว่าผมแน่นอน ส่วนเกรดมีผลต่อการพิจารณาเข้าเรียน แต่ไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาทุน ( เว้นแต่เงื่อนไขจะเปลี่ยนแปลง ) ส่วนเรื่อง extra activities ( ความเห็นผมเองนะ ) ถ้ามันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนและเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติ/นานาชาติ ก็น่าจะมีส่วนช่วยครับ แต่ถ้าเป็นแค่ระดับคณะ/มหาลัย คงไม่ได้มีส่วน

  9. ผมเอง ตกที่นั่งเดียวกันกับ เจ้าของกระทู้ เลยครับ จบวิศวะคอม มาครับ เกรด 2.4 จากมหาลัย อินเตอร์ ดังๆในไทยเลยครับ ผมทำงานมา 5ปีได้ละครับ ตอนนี้ เป็น project manager และก็เปิดบริษัท ทำ software แบบ custom ให้ลูกค้า อะครับ ปัญหาคือ ผมไม่อยากเรียน mba เพราะมันน่าจะกว่าไป สำหรับจุดนี้ เลย สนใจเป็น it project management ก่อน mbaค่อยว่ากัน ,สมัยเรียนผมก็ดื้อฮะ พอกัน แต่พอทำงานแล้วมันถูกส่งตัวมาถึงจุดนี้ รู้เลยครับว่า เราต้องเปลียนตัวเอง เราต้องรีดความสามารถ ออกมาให้หมด ที่นี้ ผม อยากถามความเห็น เจ้าของกระทู้ เป็น ความรู้หน่อยนะครับ ผมเองตอนนี้ไม่คอยแน่ใจ ว่าจะทำไง หากผมถ้าผม อยากเรียน it project management ที่ stockholm university คือ eng ผมได้ 7.5แล้วครับ ที่เหลือมีอะไรที่ ผมต้อง focus เพื่อเพิ่มโอกาสให้ ติดอะครับ

    ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้ ผมวางแผนไปอเมริกา มาโดยตลอด เเต่ลึกๆผมมานอนคิด ช่วงคืนปีใหม่ ผม เองชอบ stockholm ทำไมผมไม่ไปที่นี่ ผมน่าจะ ชอบมากกว่า และน่าจะเหมาะกับเรามากกว่า ยังไง ผม รบกวน แนะนำผมหน่อยนะครับ ตอนนี้ พยายามศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะได้เข้าเรียน ฝากแนะนำมุมมองด้วยนะครับ

    ขอบคุณครับ

    1. ถ้าคะแนน eng ผ่านแล้ว ที่เหลือก็คือยื่นสมัคร แล้วก็เขียน statement of purpose ให้ดีๆครับ อธิบายว่าทำไมเราอยากเรียน และทำไมต้องเป็นที่นี่ ประมาณนี้ครับ

      1. ขอบคุณมากนะครับแล้วยังไงจะมาอัพเดทให้ฟังนะครับ 😊

  10. ขอบคุณสำหรับข้อมูลน่ะค่ะ
    ตอนนี้สนใจที่จะต่อ ป.โทที่สวีเดนทางด้าน Food and beverage อ่ะค่ะโดยอยากลองขอทุน แบบ SI ดู ซึ่งปีที่คิดว่าอยากจะไปต่อคือปี 2017 เพราะตอนนี้อยากเก็บประสบการณ์เก้บทำงานไปก่อน (อยากให้เกิน 3 ปี ก่อนเรียนต่ออ่ะค่ะ)

    อยากทราบว่าการสมัครเข้าเรียนที่สวีเดน ควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่คะแนน IELTS และต้องสมัครช่วงไหนค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    1. คะแนน IELTS เตรียมไว้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีครับ เพราะต้องได้คะแนน 6.5 ขึ้นไป ส่วนเวลาสมัคร ปกติจะเป็นช่วง ธค – มค. เข้าไปดูเวป https://www.universityadmissions.se/ ก็ได้

  11. เรามีครอบครัวที่นั้น จบ ป.ตรี อยากไปต่อโท แต่ไม่ค่อยเก่งภาษา แต่เราเรียนปวส.เเล้วต่อตรี2ปีแบบนี้ไปต่อโทได้มั้ย เราต้องเริ่มจากอะไรตอนนี้เราเริ่มจากหาผู้เเนะนำช่วยเเนะนำเราทีควรเริ่มต่อจากนี้ยังไง

    1. ไม่แน่ใจนักนะครับ ปกติ ป.ตรี ที่นั่นสอนเป็นภาษาสวีเดน ผมว่าน่าจะต้องเรียนภาษาสวีเดน ก่อนเข้ามหาลัย

  12. เก่งมากค่ะ มีความพยายาม และมุมานะดีจัง 🙂 สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

  13. คุณแม่อยู่ที่สวีเดน ส่วนดิฉันจบ กศน.ม.6 มา อยากเรียนต่อที่สวีเดน พอจะทราบมั้ยคะ ว่ามันจะไปได้หรือเปล่า

    1. ถ้ามีครอบครัวที่สวีเดน เท่าที่ผมเห็น คือ เด็กไทย ที่ตามพ่อและแม่ไป ส่วนมากจะเรียนเป็นหลักสูตรที่ใช้ภาษาสวีเดน

  14. กำลังจะส่งเอกสารเลยค่ะ เลือก KTH สาขา master pf Architecture แต่ตอนนี้ติด IELTS ไม่ถึง 6.5 ค่ะ ได้ 6
    ควรส่งเอกสารต่อมั้ยคะ จะสอบใหม่ก็ไม่ทันปีนี้แล้วค่ะ รบกวนปรึกษาหน่อยนะคะ
    twitter กลับ @naruenapang ก็ได้ค่ะ

    1. มันตอบยากนะครับ อย่างผมเนี่ย ภาษาอังกฤษผมผ่านนะ แต่เกรดไม่ถึงที่กำหนด .. จะลองดูก็ได้ได้ครับ ไม่เสียหาย

  15. ติดตามอ่านอยู่คับ เขียนได้ตื่นเต้นมากๆ แอบลุ้นแทบ

Leave a Reply