Sweden เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 1 : ทำไมต้องสวีเดน ?

ขอพักจากการเขียนโปรแกรมสักนิด .. ผมว่าจะเล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเองที่ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนไว้นานแล้ว คิดว่าจะเขียนตั้งแต่ปี 2012  แต่ก็ยังไม่ได้เขียน จนกระทั่งล่วงเลยผ่านมาถึงตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ก็ได้มีเวลานั่งเขียนสักที ถ้านับเวลาที่ผมเริ่มไปเรียนคือ สิงหา 2012 ตอนนี้ปี ธันวา 2014 ก็เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ผมได้อะไรกลับมามากมายหลายอย่างมาก จะพยายามเขียนให้ครบทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว เช่น เหตุผลส่วนตัวทำไมอยากไป รวมไปถึงเรื่องทั่วๆไป , การศึกษาของที่นั่น , ชีวิตความเป็นอยู่ , สถานที่ท่องเที่ยว .. และเบียร์

Why ?

ครั้งแรกที่ผมบอกกับเพื่อนว่า เดี๋ยวจะไปเรียนต่อ ป.โท ที่สวีเดนนะ .. คำถามแรกสุดที่ผมเจอคือ ..
ทำไมไปสวีเดนว่ะ ? .. มึงไม่ไปอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ หล่ะ
อ่อรู้และ .. สวีเดนฟรีเซ็กส์ ใช่ปะว่ะมึงเลยไป
เออ ใช่ .. ถุยยยย  !!!

แหม่ .. ถ้ามันฟรีเซ็กส์อย่างนั้นก็ดีสิครับ  เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า สวีเดนฟรีเซ็กส์ แต่จริงๆแล้ว คำว่า free sex มันหมายถึง … ความไม่มีข้อจำกัดทางด้านเพศ หรือไม่มีเพศเกี่ยวข้อง .. หรือ พูดง่ายๆว่า หญิงและชายนั้นมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่จะไปขอซั่มกับใครฟรีๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

เหตุผลหลักที่เลือกเรียนที่นี่ก็เพราะว่า ได้มีโอกาสมาทำงานระยะสั้นๆที่สวีเดนนี้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เกิดความรู้สึกประทับใจกับสภาพแวดล้อม ผู้คน อากาศ ธรรมชาติ และเกิดความฝังใจว่าสักวันต้องกลับมาประเทศนี้ให้ได้ และเมื่อผมเบื่อจากงานก็เลยลาออกและมาเรียนต่อที่นี่ตามความตั้งใจของตัวเอง แต่กว่าที่ผมจะได้มาก็ใช้เวลาเกือบ 5 ปี ซึ่งจะเขียนเล่าให้ฟังในวันหลังละกัน ว่าผมมาเรียนที่นี่ได้ยังไง

 

สวีเดนมีอะไรดีถึงอยากไป ?

ถ้าจะให้พูดว่าประเทศนี้ดียังไง คงพูดไม่หมด แต่จะแยกเป็นหัวข้ออธิบายให้ฟังแบบย่อ ก่อนละกันนะ

การศึกษา

ประเทศสวีเดนได้ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบการศึกษา ที่มีมาตรฐานสูงมากๆ มหาวิทยาลัยในสวีเดน ไม่มีการจัดอันดับว่าที่ไหนดี เพราะที่นี่ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเชี่ยวชาญในแต่ละด้านแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าทางด้านการแพทย์ ก็ต้องเป็น Karolinska Institute , ถ้าทางวิศวกรรมก็ต้องเป็น KTH , Chalmer , ทางด้าน Bio ก็ต้องมหาวิทยาลัย Uppsala หรือมหาวิทยาลัยเก่าแก่ อย่าง Lund หรือ Stockholm University ก็มีสาขาเจ๋งๆ ให้เรียนมากมาย  สรุปคือ แต่ละมหาวิทยาลัยนั้น มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่ละสาขาแตกต่างกันออกไป และข้อดีอีกอย่างคือในหลักสูตร ระดับปริญญาโทและเอก ราวๆ 90% เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ

สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ

สวีเดนเป็นประเทศที่รักธรรมชาติมากๆ อากาศบริสุทธิ์ เพราะมีต้นไม้มากมาย แม้กระทั่งในตัวเมืองหลวงอย่าง Stockholm เองนั้น ก็มีต้นไม้เยอะมากๆ อย่างอพาร์ทเม้นที่ผมอยู่ ทางด้านหลังบ้านก็ยังเป็นป่าอยู่เลย (คนไทยที่อยู่ที่นี่ขยันไปเก็บเห็ดและเบอรี่ในป่ามาก) คนประเทศนี้รักต้นไม้มาก จนกระทั่งขนาดที่ว่า ในการสร้างอาคารสักแห่ง ถ้าจะตัดต้นไม้ก็ต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนว่าคุ้มค่าที่จะสร้างหรือไม่ น้ำประปาก็ใสสะอาดมาก  ไม่มีกลิ่น เปิดก๊อกกินได้เลย ส่วนแม่น้ำลำคลองก็ใสสะอาด ลงไปว่ายได้สบาย ความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นได้ถูกฝังมากับคนสวีเดนตั้งแต่เล็กๆเลยทีเดียว และอย่าได้แปลกใจถ้าประเทศนี้สามารถ recycle ขยะได้เยอะมาก จนต้องนำเข้าขยะ นั่นก็เพราะความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคนที่นี่

stockholm

ผู้คนและสังคม

สวีเดนขึ้นชื่อในเรื่องของ ความเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่ หญิง และชาย คนรวย คนจน นายก แม่บ้าน และ คนพิการ ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีแบ่งแยก ซึ่งมันเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะเราจะได้รับการปฎิบัติเท่าๆกัน โดยเฉพาะคนพิการ อาคารจะได้รับการออกแบบให้มีทางและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการเสมอ รถเมล์ รถไฟ ก็ต้องอำนวยความสะดวกให้คนพิการ หรือแม้กระทั่งในผับ ก็จะต้องมีทางสำหรับคนใช้รถเข็น ความเท่าเทียมนี่มันเท่าเทียมจริงๆนะครับ เช่น ผู้ชายไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปถือของให้ผู้หญิง หรือลุกให้ผู้หญิงนั่ง เพราะไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ หรือผู้หญิงก็ไม่จำเป็นต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายเลย เพราะพวกเธอก็มีความสามารถเช่นเดียวกันกับผู้ชาย เวลาคุยกับอาจารย์ก็เหมือนคุยกับเพื่อน ไม่มีแยกว่านี่คือผู้อาวุโสหรือเด็ก ผู้คนในสังคมที่นี่เป็นมิตรและนิสัยดี แต่คนสวีเดนจะมีพื้นที่ส่วนตัวสูงและไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวกันเท่าไหร่ ในการเข้าหาคนสวีเดนนั้น แรกๆอยากจะยากหน่อยเพราะคนสวีเดน จะไม่ค่อยสุงสิงกับคนที่ไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้ทำความรู้จักแล้ว จะพบว่าคนสวีเดนนั้นมีความเป็นมิตรอย่างมาก และที่สำคัญ ชาวสวีเดน ส่วนมากจะหน้าตาดี มีรูปร่างดีและไม่อ้วน  🙂

ความปลอดภัยสูง

ประเทศสวีเดนมีความปลอดภัยสูงกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป เพราะที่นี่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด แค่ต่อยตี นี่ก็เรื่องใหญ่ ละครับ  อยู่มาสองปี ผมเจอข่าวฆาตกรรมประมาณ 2 ครั้งได้ ผิดกับเมืองไทย เปิดหนังสือพิมพ์มาเจอทุกวัน อีกอย่างคนที่นี่ทำตามกฎหมายอย่างจริงๆจังและเคร่งครัดมาก เช่น เวลาข้ามถนน รถจะต้องหยุดให้คนข้ามก่อนเสมอ เพราะถ้าเกิดชนคนขึ้นมา โดนฟ้องร้องนี่แทบจะหมดอนาคตกันเลย  และแม้ว่าสวีเดนจะรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาเยอะกว่าสมัยก่อน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนมากมักจะก่อปัญหาให้กับประเทศเจ้าบ้าน (ทำนองเดียวกันที่เรามักจะเจอ ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในไทยนี่แหละ หรือเวลาคนไทยไปทำงานต่างประเทศก็มักจะสร้างปัญหาให้กับประเทศเจ้าบ้านทำนองเดียวกัน) แต่อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรปแล้ว ก็ถือว่าประเทศนี้จัดการได้ดีกว่าที่อื่นๆมาก ดังนั้นที่นี่จึงมีความปลอดภัยสูง

เทคโนโลยี

พูดถึงทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ที่นี่ก้าวหน้ามาก ล้ำหน้าแทบจะทุกอย่าง เช่น 4G นี่ก็เป็นประเทศแรกๆ ที่เปิดใช้งาน, มี internet ความเร็วสูงและถูกมาก อย่างที่อพาร์ทเม้นผมก็เป็น fiber optic ความเร็ว 100 mb ขึ้นไป และไม่มีการ block เวป อะไรทั้งนั้น , ระบบงานราชการ ก็เป็น electronic กันหมดแล้ว ไม่ต้อง ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน เซ็นรับรองเหมือนอย่างบ้านเรา , บริษัททางด้านเทคโนโลยีก็มีมากมาย และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ผลเลือกมาที่นี่ ก็เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก

ไปเที่ยวได้เยอะ

สวีเดนเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม เชงเก้น (Schengen) เมื่อเราได้ visa แล้วจะสามารถเดินทางไปยังประเทศอื่นได้อีกประมาณ 30 ประเทศในยุโรป โดยไม่ต้องขอ visa เพิ่มแต่อย่างไร ยกเว้น อังกฤษ เพราะไม่ได้ทำสัญญา Schengen ไว้นั่นเอง และในทางกลับกัน นักเรียนจากอังกฤษจะเข้ามาเที่ยวยุโรป ก็ต้องทำ Schengen Visa

มัน Cool กว่าเยอะ

ถ้าพูดถึงเรียนต่อต่างประเทศ คงหนีไม่พ้น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย .. ใครๆก็ไปครับ  .. มาเรียนประเทศ แถบนี้ได้ประสบการณ์แปลกแตกต่างไปจากที่อื่น มันชิกๆ คูลๆ กว่าเยอะ

 

แล้วข้อไม่ดีละ ?

ค่าครองชีพแพง

แม้ว่าประเทศใกล้บ้านเราอย่างญี่ปุ่นจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงมาก แต่สวีเดนนั้นมีค่าครองชีพที่สูงกว่าญี่ปุ่น โค้กหนึ่งกระป๋องที่สวีเดนจะมีราคาประมาณ 12 SEK เมื่อดูจากตัวเลข ก็เท่ากันกับไทยเลยคือ 12 บาท . แต่เงินสวีเดนนั้น 1 SEK เท่ากับเงินไทยประมาณ 4.5 บาท  สรุปว่าโค้กก็ราคากระป๋องละ 50 กว่าบาทนั่นแหละครับ

ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวผับ และ แอลกอฮอล์ แพงมาก

สวีเดนมีการ จำหน่าย alcohol แบบ monopoly คือรัฐบาลเป็นคนขายเอง แต่ผู้เดียว ในการเที่ยวผับแต่ละครั้งนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก เพราะเหล้ามันแพง อย่างเช่น ไปกินเบียร์ในบาร์ ราคาประมาณ 70 SEK ต่อ ไพน์ ( 2 ไพน์ก็ประมาณ 1 เหยือก ) ดังนั้นแล้ว คนสวีเดน จะนิยม pre drink หรือกินเหล้ากันไปก่อน ที่จะเที่ยวเพราะประหยัดกว่า

อากาศหนาว และความมืดมิด

เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ในเขตใกล้ขั้วโลก สวีเดนจึงมีฤดูหนาวทีค่อนข้างจะยาวนาน ประมาณ 4-5 เดือน ในช่วงหน้าหนาว ในช่วงปีแรกที่ผมอยู่หิมะจะเริ่มตกในเดือน พ.ย และจะตกยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือน กพ. และกว่าที่หิมะจะละลายก็ปลาย เมษา เลยทีเดียว เรียกได้ว่าอยู่ในตู้เย็นกันหลายเดือน นอกจากอากาศหนาวแล้วในช่วงหน้าหนาวคุณจะได้เห็นแสงสว่างน้อยมาก ยิ่งในช่วงเดือน ธค หรือ มกราคา เวลาบ่าย 3.30 พระอาทิตย์จะเริ่มตกดินละ  ยังไม่ถึงห้าโมงเย็นท้องฟ้าก็มืดแล้วครับ และเราจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นอีกทีประมาณ 9 โมงเช้า  และในทางกลับกัน ในช่วงหน้าร้อน กว่าที่พระอาทิตย์จะตกดินก็จะเป็นเวลา 4 ทุ่ม และในช่วงตอนตี 3 ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ( ในรูปนี่ผมถ่ายตอนเที่ยง แต่จะเห็นว่าพระอาทิตย์ โผล่พ้นตึกมานิดเดียว มันไม่ถึงกลางท้องฟ้าเลยครับ )

774493_10151411041974479_481769268_o copy

ร้าน 7-11 ไม่ได้เปิด 24 ชม.

อยู่ไทย หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา 7-11 แต่สวีเดน มันไม่สะดวกเหมือนไทยเลย อยากจะกินอะไร ต้องคิดก่อนและซื้อไว้ล่วงหน้าเลย เพราะร้านค้าปิดเร็วมาก 6 โมงเย็นก็ปิดแล้ว ถ้าอยู่ในเมืองก็อาจจะมีซุปเปอร์มาเก็ต แต่มันก็ไม่ได้เปิด 24 นะครับ อย่างมากก็ 4 ทุ่ม

รักษาพยาบาลฟรี แต่ต้องจองคิว

จริงอยู่ว่าที่นี่มีสวัสดิการรักษาฟรี แต่การจะได้รับการรักษานั้นต้องโทรไปนัดหมอก่อนนะครับ อยู่ๆจะเดินไปหาไม่ได้นะ แต่อย่างในกรณีฉุกเฉินจริงๆ ก็เป็นข้อยกเว้น อีกอย่างการซื้อยาเป็นอะไรที่ลำบากมาก เพราะต้องมีใบกำกับจากหมอเท่านั้น ถึงจะซื้อได้ .. ยกเว้นยาสามัญ เช่น พาราเซตามอล หรือ ยาลดน้ำมูก เป็นต้น

หางาน part time ยาก

มันไม่ใช่ไม่มีงานให้ทำนะ แต่ว่าการที่จะได้งานทำที่นี่นั้น ยากมากถ้าคุณพูดสวีเดนไม่ได้ จริงอยู่ว่า เรียนใช้ภาษาอังกฤษ และคนสวีเดนพูดภาษาอังกฤษกันได้แทบจะทุกคน แต่การพูดภาษาอังกฤษได้อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ หากคิดจะหางานทำไปด้วย คุณต้องหัดพูดสวีดิชให้ได้ อีกอย่างงานพวกหลังร้านแบบ หลบๆซ่อนๆ ทำ นี่ผมบอกเลยครับว่าแทบจะไม่มีเพราะ ที่นี่อย่างทีได้บอกไปว่า กฎหมายเข้มมาก ถ้าเค้าจะรับเราเข้ามาทำงาน ก็จะต้องเสียภาษี และมีเอกสารครบถ้วน จะไม่มีการจ้างแบบนอกรอบ แอบทำ เพราะถ้าร้านโดนตรวจขึ้นมา มันปรับหนักมากครับ ซึ่งไม่คุ้มความเสียงที่เค้าจะต้องเสียค่าปรับเลย

 

สรุปโดยรวม ส่วนตัวผมว่าสวีเดนนั้นมีข้อดีเยอะมาก ส่วนข้อเสียก็อย่างที่ได้อธิบายไป มันหนาววว วันนี้คงจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน และไว้วันหลังผมจะมาเล่าถึงการศึกษาของเค้า และการสมัครเรียนต่อ ว่าต้องทำอะไรบ้าง

12 thoughts on “Sweden เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนไทยในสวีเดน ตอนที่ 1 : ทำไมต้องสวีเดน ?”

  1. ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไรค่ะ เพื่อนได้งานโรงแรมที่นั่น เงินเดือนเริ่มที่ 1371 USD จะพอใช้ไม๊ค่ะ

  2. พี่คะอยากทราบว่าต่อเดือนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่คะ ได้ทุนSIให้ค่าครองชีพ900sekเพียงพอมั้ยคะ

  3. ขอบคุณมากครับ พี่ แล้ว ถ้าด้าน​​network security นี่ พี่ Ter พอจะแนะนำได้ไหมครับ ว่ามหาวิทยาลัยไหนครับ

  4. เขียนดีมากๆค่ะ ครอบคลุมมุมหลักๆกว้างๆ เป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังหาข้อมูลค่ะ

  5. ถ้าจบ IT มาไปเรียนต่อสาย Business ที่ Chalmer ดีไหมคะ

    1. ผมไม่เคยไปเรียนที่นั่น เลยบอกไม่ได้ครับว่ามันดีไม๊ แต่เพื่อนๆ น้องๆที่เคยไปเรียนสาย it ก็บอกว่า มหาวิทยาลัย Chalmer ดีนะครับ ส่วนพวกทาง business นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน

  6. ขอบคุณมากครับที่แชร์ให้ได้อ่าน แล้วเรื่องหางานทำที่โน่นหลังเรียนจบนี่ยากมั้ยคับ

Leave a Reply