เล่าประสบการณ์ Freelance

สวัสดีครับ ห่างหายกันไปนาน มัวแต่ขลุกอยู่กับงานและเรียนรู้ภาษา Swift และนับตั้งแต่ที่แอปเปิ้ลประกาศภาษาใหม่ โครงการหนังสือ Objective-C ของผมก็เลยปิดตัวไปด้วย อันที่จริงก็ไม่ได้เสียใจอะไรเลยนะ เพราะตอนแรกก็ตั้งใจไว้ว่าจะแจกฟรีอยู่แล้ว ส่วนโครงการหนังสือภาษา Swift คิดว่าน่าจะมีตามมาหลังจากผมจัดการงานส่วนตัวให้จบเสียก่อน ตอนนี้ไม่ไหว งานเยอะมาก ..

เอาละเข้าเรื่องเลยดีกว่า คือวันก่อนผมไปเจอกระทุ้ในพันทิป จุดจบของโปรแกรมเมอร์ราคาถูก  ก็เลยอยากจะเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองในช่วงที่รับงาน freelance ให้ฟังละกันนะครับ

จุดเริ่มต้น

ผมเริ่มรับงานฟรีแลนซ์ครั้งแรกเมื่อสมัยเป็น นักศึกษา ป.ตรี ถ้าจะย้อนไปก็น่าจะเกือบ 10 ปีแล้วมั้ง เรื่องมันเกิดจากว่าที่คณะที่ผมเรียนมีประกวดทำเวปให้กับทางคณะ ก็เลยส่งงานเข้าไปประกวด และก็ได้รางวัลรองชนะเลิศมา คนที่ชนะก็ได้ทำเวปให้กับคณะ ส่วนผมก็ได้แค่ใบประกาศกับเงินรางวัลเล็กน้อย จากตรงนี้เองทำให้อาจารย์ที่ผมรู้จัก เสนองานออกแบบเวปให้ผม หลังจากคุยรายละเอียด ก็ตกลงรับทำให้ ตอนนั้นอาจารย์เสนอให้ผม template ละ 500 บาท บอกให้ทำมาหลายๆ template  ด้วยความที่มันเป็นงานแรกก็ตั้งใจออกแบบสุดๆ แต่กว่าจะได้มาแต่ละ template ก็ใช้ความคิดและพลังสมองไปเยอะเหมือนกัน แต่หลังจากที่ทำงานส่งแกได้สักพักประมาณ 5 งาน ผมก็เริ่มรู้แล้วว่างานที่ผมทำนั้น จะถูกส่งต่อไปยังลูกค้าของแกอีกที ซึ่งราคามันสูงกว่าเงินที่ผมรับหลายเท่านัก จังหวะนั้นผมก็รู้สึกเซ็งที่งานผมโดนเอาไปขายต่อ .. ผมถามตัวเองว่า ทำไมไม่ไปหาลูกค้าเอง .. และมันก็ได้คำตอบว่า .. เราเป็น แค่นักศึกษา ไร้ประสบการณ์ .. มันจะไปมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร ? ใครจะไปจ้าง ? จากตรงจุดนี้มันทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่า ฝีมือดี มันก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ความน่าเชื่อถือ และ connection และหลังจากรับงานจบที่ 7-10 template ผมก็ไม่ได้รับงานต่อ เพราะเป็นช่วงต้องทำโปรเจคจบ

No name.

อย่างที่ได้เล่าไปงาน freelance แรกของผมคืองานออกแบบ web template แต่หลังจากเรียนจบ ผมก็ไม่ทำงานเกี่ยวกับด้านเวปเลย หันไปเขียน 3D Engine กับงานด้าน Game แทน ตอนนั้นผมก็สนุกกับงานมาก ไม่ได้คิดถึงเรื่อง freelance อะไรนี่เลย จนกระทั่ง Apple ได้ปล่อย iPhone ออกมาสู่ตลาด ผมก็ได้เบนเข็มจากเขียน App สำหรับ Desktop ไปสู่ Smart Phone และช่วงนั้นเอง True Corp. มีประกวด Mobile App ผมก็ลองส่งประกวดบ้าง ก็ได้รางวัลรองชนะเลิศ (อีกแล้ว) พร้อมกับเงินก้อนหนึ่งมา .. (ขอพูดนอกเรื่องสักนิด) โครงการประกวด App ของทรูจัดได้แค่ปีเดียวก็หยุดลง อันที่จริงผมว่าในตอนนั้นโครงการมันก็ดีมากนะ แต่ตอนนั้น ทาง true เอง ยังหาทิศทางของตัวเองไม่ได้ เพราะเป็นบริษัทผู้ให้บริการ ไม่ได้เป็นบริษัทพัฒนา Software โดยตรง ส่วนโปรแกรมของผมที่ทำประกวดก็ได้ออกสู่ App store แต่ไม่เคยได้ update เลย อันที่จริง ผมก็อยากจะแก้ไขและปรับปรุงนะ แต่จากสัญญาที่ทาง True ระบุว่าโปรแกรมเป็นสิทธิ์ของ True อีกอย่างเวลาจะ update ก็ต้องส่งต่อไปให้ทางนั้นจัดการ ซึ่งตรงข้อตกลง มันก็เหมือนว่าโปรแกรมนั้น เราขายสิทธิ์ขาดให้เค้าไปแล้ว  และหลังจากโครงการประกวดจบ True ก็ตั้งทีมพัฒนา App ของตัวเอง แต่ก็อย่างที่เห็น App ของ True ในความคิดผม มันไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามในปีหลังๆ กระแส Start up มันเริ่มมาแรง ทาง AIS , Dtac ก็มีโครงการสนับสนุน แล้วฉะไหนเล่า True จะไม่มีโครงการสนับสนุน startup บ้าง ซึ่งผมก็เห็นว่า ทรูน่าจะเดินมาถูกทางกับการให้การสนับสนุน Start up มากกว่าจัดประกวด App เพราะสิทธิก็ยังเป็นของคนประกวด ส่วนทางทรูก็ได้พันธมิตรทางธุรกิจเสริม ลองคิดสิครับ ว่าถ้าสิทธิ์เป็นของทรูแบบการประกวด app ภายหลังจากได้รางวัล ใครมันจะไปอยากทำต่อโดยที่ไม่มีอะไรตอบแทน ถูกไหม ? .. เอาละเล่านอกเรื่องมาเยอะ กลับเข้าเรื่องก่อน .. จากการประกวดนี้ ทำให้ผมเริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง และมีหลายบริษัทติดต่อมาให้ทำ App ให้ บริษัทแรกที่ติดต่อผมมาคือ นกแอร์  แต่หลังจากพูดคุยจบ เค้าไม่จ้างผม เพราะเหตุผลหลายอย่าง ซึ่งข้อหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ .. “ขาดความน่าเชื่อถือและชื่อเสียง” จริงอยู่ว่า เรามีความสามารถมากพอที่จะทำงานให้เขาได้ แต่ลองคิดภาพว่า ถ้าเราเป็นบริษัทใหญ่มากๆ จะกล้าจ้าง เด็ก อีโหน่ อีเหน่ ที่ไหนมาทำงานให้ จริงไหม ?  .. ถึงผมจะไม่ได้งานนี้ แต่มันก็พอทำให้ผมมองเห็นศักยภาพของตัวเองและเห็นหนทางในการเป็น freelance และผมขอชื่นชมในวิสัยทัศของผู้บริหารนกแอร์มาก มองเกมส์ได้ทะลุเด็ดขาดว่าบริษัทต้องมี App อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ทำให้นกแอร์ เป็นบริษัทแรกๆในไทย ที่มีแอป iPhone ของตัวเอง ..

หลังจากที่งานประกวดจบผมก็มาทำ mobile app เต็มตัว และก็ลาออกจากที่ทำงานเก่า มาทำงานบริษัทญี่ปุ่นเพื่อเขียนแอป iPhone อย่างจริงจัง ซึ่งงานหลักก็คือเกมส์ iPhone ณ ช่วงเวลานี้เองก็ได้รับการติดต่อมาจากบริษัทแห่งหนึ่งให้มาเขียนเกมส์ ( สองบริษัทก่อนหน้า เอ่ยชื่อเต็มๆ แต่บริษัทต่อจากนี้ขอสงวนไว้หน่อย ) อาจจะนับว่า นี่เป็นงานแรก เลยที่รับ freelance เองแบบเต็มๆตัว .. คำถามมากมายในหัวผมผุดขึ้นมา และเป็นคำถามที่คนเริ่มต้นทำ freelance ใหม่จะต้องเจอคือ .. คิดราคา freelance เท่าไหร่ ? คิดจากอะไร ? ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการคิดราคา ค่าจ้างทำงาน

การคิดค่าจ้างและความผิดพลาด

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นรับงาน freelance อย่างผม ก็หาจากใน net นี่แหละว่าเค้าคิดราคากันยังไง ซึ่งก็ได้คำตอบคร่าวๆว่า คิดจาก เงินเดือนที่รับปัจจุบัน เช่น สมมติว่าผมได้เงินเดือน 35K บาท ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 8 ชม ผมก็จะมีค่าแรงต่อ ชม ประมาณ

35K บาท / ( 40 ชม * 4 สัปดาห์ )

= 220 บาท / ชม.

เมื่อได้ค่าแรงที่เราได้จากการทำงานเป็นพนักกงานเงินเดือน ต่อไปก็คิดว่า เราจะใช้เวลาทำงานทั้งโปรเจคเท่าไหร่  ซึ่งตอนนั้นงานที่ผมรับมาคิดว่า จะใช้เวลาหลังเลิกงานทำ ก็ประมาณวันละ 4 ชม ไม่รวมเสาร์อาทิตย์ ซึ่งน่าจะทำเสร็จภายใน 3 เดือน

220 *   ( 20 ชม  * ( 4 สัปดาห์ * 3 เดือน ) )

= 52800 บาท

ด้วยความที่ มือใหม่มาก กลัวจะไม่ได้งาน จึงบอกราคาค่าจ้างสำหรับงานนี้แค่  50K ..

เมื่อทางนั้นเห็นราคาที่ผมเสนอไปก็ตอบตกลง .. ทางบริษัทเค้าเองก็ไม่เคยจ้าง freelance จึงไม่มีการทำเอกสารว่าจ้างอะไรใดๆทั้งสิ้น .. การทำงานมันเลยเป็นเหมือนลักษณะ เพื่อนจ้างทำงาน .. ผมก็เริ่มทำงาน เมื่อผ่านไปได้ 1 เดือน งานมันก็โอเคดี ผมคิดว่าตัวเองจัดการเวลาได้ดี ..  แต่ในเดือนที่สองผมก็เริ่มหามรุ่งหามค่ำมาก เพราะงานออฟฟิศก็เยอะแล้วเรายังต้องทำงานที่รับมา ดังนั้นในวันเสาร์อาทิตย์ ก็ไม่ได้พักผ่อนเพราะต้องมาทำงาน freelance .. ผ่านไปเดือนที่ 3 งานไม่เสร็จ ด้วยเหตุผลคือ มีสิ่งต้องแก้เยอะมาก เช่น เกมส์เปลี่ยน design , เปลี่ยน animation มีเพิ่มฉากนั่นนี่ .. ผมก็ทำไปจนเสมือว่าผมแทบจะเป็นพนักงานบริษัทของเค้าแล้ว ไปคุยงานที่บริษัทเค้า แทบจะทุกอาทิตย์เพื่อเอางานไปให้ดูและแก้ไข..  สรุปว่ากว่าเกมส์จะเสร็จใช้เวลา 5 – 6 เดือน ..

จากงานแรกที่ได้รับมา มันให้อะไรผมเยอะมากๆ อย่างแรกคือ

1. ผมคิดค่าแรง “ผิด” เพราะอย่างที่เขียนสมการไป มันขาด “วันเสาร์ และ อาทิตย์”  มันต้องยอมรับความจริงว่า .. ในการทำงาน freelance นั้นเวลาทำงานแค่จันทร์ถึงศุกร์มันไม่พอ เราใช้เวลาวันหยุดของเราเพื่อมาทำงาน freelance ด้วย ดังนั้นค่าแรงที่ควรจะได้รับคือ

220 *   ( 20 ชม + 16 ชม )  * ( 4 สัปดาห์ * 3 เดือน )

= 95040 บาท

ใช่ครับ ผมคิดค่าแรงผิดไปมาก ราคาที่เสนอไปมันถูกซะแทบจะเรียกได้ว่า ลดกระหน่ำ summer sale เลยทีเดียว

2. ขอบเขตของงานไม่ชัดเจน ก็อย่างที่ได้บอกไปว่า มันเป็นงานแรก ผมเลยไม่ได้นึกถึงขอบเขต การทำงานว่าต้องทำแค่ไหน ทำให้ต้องมาแก้งานหลายอย่าง  เกมส์มันไม่เหมือนกับ Application อื่นที่ทดสอบการทำงานของฟังก์ชันก็จบ อาจจะมีแก้ไขนิดหน่อย แต่เกมส์แค่เปลี่ยน animation ของตัวละคร ก็แทบจะเขียน code animate ใหม่เลยทีเดียว  ไหนจะเรื่องการปรับแต่งอื่นๆอีกมากมาย งานมันเยอะมากกว่าที่คิดมากๆ  ผมเลยอยากจะบอกผู้ที่คิดจะรับงานใหม่ หรือหน้าเก่าว่า ควรจะมีเอกสารเขียน ขอบเขตงานให้ชัดเจน และถ้ายังไม่เคยมีประสบการณ์รับงานมาก่อน หรืออาจจะเคยรับ แต่เป็นงานที่ไม่คุ้นเคย ให้คิดเวลาเผื่อไว้เลย

3. ไม่มีเอกสารรับรองใดๆ . อาจจะโชคดีที่บริษัทที่จ้างผม ไม่ได้เบี้ยวค่าจ้างหรืออะไร แต่ก็อย่างที่ได้บอกไปว่า หากรับงาน คุณควรจะมีเอกสาร การว่าจ้าง รวมไปถึงเอกสารที่ระบุขอบเขต การทำงานให้ชัดเจน ไม่งั้นคนที่เสียประโยชน์ก็คือเราเอง

แม้ว่างานนี้ค่าจ้างมันหายไปเยอะกว่าที่ควรจะได้รับ แต่ผมก็ได้ประสบการณ์หลายอย่างกลับมา โดยรวมตัวงานก็สนุกดี ผมรู้สึกดีกับเกมส์ที่ได้ทำ บริษัทที่จ้างก็โอเค แต่มันดูดพลังชีวิตผมเยอะไปหน่อย

มือปืนรับจ้าง

จากประสบการณ์การรับงาน freelance ครั้งนั้นทำให้งานอื่นๆ ผมคิดราคาค่าจ้างได้ดีขึ้น และก็ถึงคราวที่ผมมาเป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทใหญ่ๆ ก็จะขอเล่าการเป็นมือปืนเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทหนึ่งให้ฟัง .. คือหลังจากที่ลาออกจากบริษัทญี่ปุ่น ก็ได้เริ่มงานที่บริษัทใหม่ และในระหว่างที่ผมทำงานอยู่นั้น ก็มีพี่คนหนึ่งในออฟฟิศ ชวนผมมาช่วยงานในบริษัทของแกเอง  ซึ่งนั่นก็คือ การเป็นมือปืนรับจ้างเขียนโปรแกรม .. คือพี่แกจะเป็นคนหาลูกค้า ส่วนผมเป็นคนเขียนโปรแกรม แล้วแกก็หักค่าหัวคิวไป .. ใช่ครับ มันเหมือนกับที่ อาจารย์ จ้างผมนั่นแหละ .. ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจหรอก แต่ว่าพอพี่แกบอกชื่อบริษัทลูกค้าและเงินที่ผมจะได้รับมา และงานที่ต้องทำ คิดว่าไม่น่าจะยากอะไร  ผมก็เลยตกลงทำให้

ผมบอกว่าใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ทางผู้ว่าจ้างกำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน มันก็ถือว่าท้าทายเหมือนกัน (มารู้ทีหลังว่าแกไปรับปากว่าทำได้ใน 1 เดือน)   .. เมื่อถึงเวลาทำงานจริงๆ มันก็เจอปัญหาเยอะมาก และก็ต้องไปร่วมประชุมกับคนในบริษัท ถึงแนวทางการทำงาน รวมไปถึงปัญหาด้าน technical ที่ต้องแก้ไข การทำงานกับบริษัทใหญ่ มีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ

1. เอกสารชัดเจนว่าต้องทำอะไร คือ เวลาบริษัทเค้าทำสัญญาจ้างกัน จะเขียน timeline กันแบบชัดๆ ถึงฟังก์ชันและขอบเขตของงาน

2. รายได้ดีกว่าเยอะมาก ถ้าเทียบกันกับงานก่อนๆ ผมต้องบอกว่า บริษัทใหญ่ๆจ่ายเยอะกว่ามากๆ ถ้าเทียบเป็นความง่าย , เวลาที่ใช้ กับงานที่แล้ว ผมต้องบอกว่า ดีกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว

3. ความเป็นมืออาชีพ คือ เวลาทำกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าอะไรมันดูเป็นมืออาชีพกว่า เช่น กำหนดการโอนเงินค่าจ้าง , เอกสาร , การแก้ปัญหา คือมันชัดเจนกว่า

4. ขั้นตอนเยอะ บางอย่างต้องรออนุมัติ วุ่นวาย

แต่สรุปโดยรวมผมว่าดี และหลังจากจบงานนี้ มันก็ได้ตอกย้ำอะไรบางอย่างเดิมๆ .. นั่นก็คือ ..การที่ผมทำงานเป็นมือปืน มันได้แค่เงิน .. ส่วนบริษัทที่จ้างเราเป็นมือปืน เค้าก็ได้ลูกค้าเพิ่ม ถึงเราไม่ทำงานต่อ เค้าก็หาคนมาทำแทนเราได้อยู่ดี และ บริษัทที่เราเป็นมือปืนให้ ก็ได้ชื่อจากงานนี้ไปเต็มๆ

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เครดิตมากมายจากการงานนี้ แต่มันก็ให้อย่างอื่นผมหลายๆอย่าง

1. ประสบกาณ์และวิธีการในการเข้าหาคนรวมถึง connection คือมันต้องยอมรับความจริงว่าถึงเราจะเก่ง แต่ไม่มีชื่อเสียงและ connection ก็ไม่มีประโยชน์

2. ทักษการพูดให้คนอื่นเข้าใจและการเจรจาทางธุรกิจ คือเมื่อก่อนผมเคยเป็นคนที่พูดแล้วคนธรรมดาฟังไม่เข้าใจ เพราะเราพูดแต่ภาษาทางคอมพิวเตอร์ คนในวงการด้วยกันอาจจะเข้าใจ และเห็นว่าเราเก่ง แต่เมื่อพูดกับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการคอม บอกได้คำเดียวว่า เราจะดูเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง ไม่น่าคุยด้วย

3. การเจรจาหว่านล้อมและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ต้องยอมรับว่า ถึงแม้พี่แกจะทักษะทางด้าน it จะน้อยกว่าผมมากๆ แต่พี่แกสามารถคุยให้ทุกคนเชื่อว่า แกมีทีมงานสุดยอดในเมืองไทย มันทำให้คนฟังเชื่อและอยากจะว่าจ้าง  นอกจากนี้ผมยังได้เรียนรู้ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น ถ้าทางโน้นขอนั่นนี่มา เพิ่มเติม เราควรจะพูดยังไง และตัดบทยังไง ตรงนี้ผมหาไม่ได้เลยจากการเป็นโปรแกรมเมอร์

4. และอื่นๆ อย่างที่ผมไม่อาจจะหาได้ .. ซึ่งก็นับว่าคุ้มค่ามาก

5. งานเร่งมาก

หลังจากจบงานนี้ ผมก็ได้รับติดต่อมาอีกหลายงาน แต่ผมเลือกที่จะไม่รับงานเป็นส่วนใหญ่ และในช่วงหลังก็เลยเปลี่ยนตัวเองจาก freelance รับงานเขียนโปรแกรม เป็น consult  คือ รับเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับบริษัท (ก็เป็น freelance นั่นแหละ แต่รับเป็นที่ปรึกษา)  เพราะผมเบื่อการเป็นมือปืน และรับงานเขียนโปรแกรม ถึงแม้การรับงานเขียนโปรแกรมมันจะอิสระ รายได้ดี แต่สิ่งที่เราจะไม่ได้เลยจากการเป็น freelance คือ การต่อยอดทางธุรกิจ และ ชื่อเสียง คือ มันก็บอกได้แหละว่า App ตัวนี้เป็นผลงานเรา .. แต่มันเป็นชื่อบริษัทที่จ้างเราไง  .. คำถามคือ ..  ถ้าคุณไปคุยกับลูกค้า กับบริษัทไปคุยกับลูกค้า คุณว่าเค้าจะจ้าง freelance อย่างคุณ หรือ บริษัท ?

ฉะนั้นถ้าหากคิดว่าจะหารายเป็นกอบเป็นกำจากการเป็น freelance  สำหรับผมคิดว่า ไม่จริงเลย เพราะตัวคุณคนเดียวต่อให้เก่งมีชื่อเสียงแค่ไหน มันก็สู้บริษัท no name ไม่ได้  เพราะเหตุผลด้านความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ .. เว้นเสียแต่คุณจะเปิดบริษัทเอง รับงานเอง

ก่อนจากกันไป

อันที่จริง การเป็น freelance ได้ทำงานเยอะๆ มันก็มีข้อดีมันอยู่คือ ถึงแม้ว่า ชื่อเราจะไม่ได้แปะบนชื่อ App ว่าเราเป็นคนทำ แต่มันช่วยให้เราเรียนรู้อะไรมากมายจากมัน ซึ่งหาไม่ได้จากการเป็นแค่พนักงานบริษัทเฉยๆ แต่สำหรับผมคงพอละกับการเป็น freelance ถ้าจะรับก็คงเป็นลักษณะงาน consult มากกว่า

สำหรับคนที่กำลังคิดจะเป็น freelance ก็บอกเลยว่า หากอยากได้งานเยอะๆ นอกจากความ “เก่ง” เราต้องมี “Connection” .. และเมื่อรับงานแล้ว ก็ควรจะทำอะไรให้รอบคอบ และรับผิดชอบงานที่ทำ และถ้าหากคุณยังทำงานประจำไปด้วย ก็อย่าให้มันกระทบกับงานประจำที่คุณทำ อย่าเอางานนอก มาทำในเวลางานประจำ เพราะนอกจากงานประจำคุณจะทำได้ไม่ดี งานฟรีแลนซ์ มันก็เสียไปด้วย ลองประเมินเวลา ประสิทธิภาพของตัวเองก่อน อย่าเพิ่งเห็นแก่เงินมากเกินไป  เพราะถ้าคุณรับงานแล้วพลาด .. ชื่อมันเสียไปแล้ว .. มันแก้ยากครับ ไม่คุ้มหรอก .. และจงอย่าไปตัดราคาเพราะอยากได้งาน จงเชื่อมั่นว่าตัวเองดีมากพอ ที่จะคิดค่าจ้างตามเหตุผล

และจง ….. “อย่า …รับงาน โปรเจคจบ ของนักศึกษา เป็นอันขาด” เวลาที่มีน้องๆ มาถามผมเรื่อง การจ้างทำโปรเจคจบ ผมจะตอบไปเสมอว่า “ผมไม่รับเขียน แต่ถ้าน้องๆมีปัญหาอะไร ผมยินดีให้คำปรีกษาฟรี ไม่คิดเงิน” ( ปกติบริษัทมาปรีกษาผมคิดเงินนะ )

การรับงานของนักศึกษาเหล่านี้ก็เท่ากับว่า คุณกำลังทำลายวงการ IT และการศึกษาไทย และยังช่วยเด็กคดโกง .. ใช่ครับคุณช่วยเค้าโกง  .. ลองคิดสิครับ ว่า ถ้าวันหนึ่ง เด็กพวกนี้ ที่ทำอะไรไม่เป็นเลย จบได้ด้วยการจ้างคนอื่นทำ .. มาทำงาน ร่วมกับคุณ มาเป็นลูกน้องคุณ .. มันจะเป็นยังไง .. แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะให้วงการมันเจริญ

 

ขอบคุณครับ

5 thoughts on “เล่าประสบการณ์ Freelance”

  1. ขอคุณที่ แชร์ประสบการณ์อันมีค่า ผมชอบที่สุดก็ตอนจบนี่แหละครับ

  2. ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับ..หลายอย่างที่ช่วยตอบคำถามในใจ.หลังจากที่ได้อ่าน โพสต์ของคุณ ..ขอบคุณจากใจครับ.

  3. ขอบคุณมากนะคะที่แบ่งปันประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้ไปด้วย ถึงแม้จะอยู่ต่างวงการกันก็ตาม เป็นประโยชน์มากค่ะ

Leave a Reply