UQ – ICTE ( Brisbane Australia )

หลังๆมานี่ผมไม่ค่อยได้เขียน blog สักเท่าไหร่ ก็หลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามาทำให้ไม่มีเวลาเขียน อีกทั้งใช้เวลาไปกับ twitter เยอะไปหน่อย คือมันก็ดีนะเล่นทวิตเตอร์เนี่ย แต่ข้อเสียหลักๆของมันก็คือ มันเขียนแล้วก็หาย … ใช่ครับ “หาย” คือพูดง่ายๆว่า เวลาที่ผมนึกอะไรสักอย่างแล้วก็เขียนลง twitter เนี่ย สุดท้ายแล้วมันก็หายไปกับ timeline ไม่อาจจะเก็บเอาไว้อ่านทีหลังได้ ดังนั้นผมเลยกลับมาเขียน blog อีกครั้ง

แต่วันนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับชีวิตด้านอื่นบ้างครับ เกี่ยวกับประสบการณ์ด้านอื่นของผมนอกจาก Computer Programming บ้างละกัน เนื่องจากว่าตอนนี้ผมเดินทางมายังเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ใช่แล้วครับ Brisbane , Australia มาทำอะไรนะเหรอ ? ผมมาเรียนภาษาอังกฤษครับ เพราะว่าผมอยากจะเรียนต่อ ป.โท ที่ต่างประเทศ และเค้าก็กำหนดคะแนน ielts ไว้ค่อนข้างสูงและตัวผมเองภาษาอังกฤษไม่ได้ดีนัก พยายามอ่านหนังสือก็แล้ว ลงเรียนกับสถาบันภาษาก็ทำมาแล้ว แต่คะแนนที่ต้องการก็ยังไม่ผ่าน ก็เลยตัดสินใจทุ่มทุนมาเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

ผมมาที่บริสเบนและออสเตรเลียด้วยเหตุคือ

  • อย่างแรกก็คืออยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องพูดภาษาอังกฤษเยอะๆ ผมเลยเลือกที่บริสเบน เพราะเป็นเมืองที่มีคนไทยน้อยกว่าเมืองอื่นๆ เช่น ซิดนี่ เพื่อนผมบอกว่าที่ซิดนี่ เดินไปร้อยสองร้อยเมตรก็เจอคนไทยแล้ว ไปที่ไหนๆก็เจอคนไทย จำนวนคนไทยเยอะขนาดที่ว่ามี Thai Town ไม่ใช่อยู่กับคนไทยแล้วไม่ดีนะ แต่ผมคิดว่าถ้าคนไทยน้อย มันก็บังคับให้เราต้องพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น
  • ค่าครองชีพถูกกว่าเมืองอื่น ถ้าไปอยู่ที่ Melbourne ค่าใช้จ่ายจะมากกว่านี้ ส่วนเมือง Sydney นี่ยิ่งไปกันใหญ่ แพงกว่า Brisbane เยอะเลย แต่ถ้าใครที่มีงบเยอะก็คงไม่ใช่ปัญหา สำหรับผมแล้วประหยัดมากเท่าไหร่ยิ่งดี
  • ธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ มีคนบอกว่าบริสเบนเป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดในออสเตรเลีย ผมก็เห็นด้วยนะ เพราะเมืองนี้ต้นไม้เยอะมากๆ คนที่นี่รักสิ่งแวดล้อมมากๆ และไม่ค่อยมีตึกสูงเท่าไหร่ แถมไม่ต้องสูดควันพิษจากรถติดเหมือนกรุงเทพ
  • ห่างไกลจากแสงสีเสียง เหมาะสำหรับการเรียนเป็นอย่างมาก ถ้าใครที่ชอบชีวิตศิวิไลซ์แบบกรุงเทพ ที่นี่คงไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนต่างจังหวัดเวลาประมาณสักหกโมงเย็นร้านค้าก็ปิด และก็แทบจะไม่มีอะไรให้ทำแล้วครับ ผับ บาร์ ร้านค้าต่างๆ ถ้าเทียบกับเมืองอื่นถือว่าน้อยกว่ามาก
  • เป็นเมืองขนาดกลางๆ คือไม่ใช่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนมากมาย แต่ก็ไม่ได้แบบว่าคนน้อยมากเหมือนเพิร์ท ใครคิดจะมาหางานพิเศษทำไปด้วยก็ไม่ได้หายากมากนัก
  • ใกล้กับ Gold Coast ซึ่งเป็นเมืองติดทะเล ไปพักผ่อน ชิวๆได้สบายๆ และไม่แพง
  • ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีผู้คนหลายชาติมาก multicultural จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง หลายชาติมากๆ ถึงจะหลายชาติแบบนี้แต่เป็นประเทศที่ปัญหาการเหยียดผิว หรือเหยียดเชื้อชาติน้อยมาก ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ

มาเรียนต่างประเทศแน่นอนเหละว่ามันต้องมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง สำหรับข้อมูลค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ของผมก็คือ

  • ค่าเทอม ( แต่ละมหาลัยไม่เท่ากัน อย่างกรณีผมถือว่าจ่ายแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นเช่น QUT , Griffith )
  • ค่าเช่าบ้าน Shared House อาทิตย์ประมาณ 120 AUD ( ถ้าอยู่ Home stay ก็แพง )
  • ค่ากินอยู่ในแต่ละวันตกประมาณวันละ 15 AUD ทั้งอาทิตย์ก็ประมาณ 110 AUD โดยประมาณ
  • ค่าเดินทางสำหรับผมแทบไม่ได้จ่าย เพราะว่าบ้านที่ผมเช่าอยู่ใกล้มหาลัย ตอนเช้าก็เลยเดินไปมหาวิทยาลัย

ค่าใช้จ่ายเมื่อคำนวนเป็นเงินไทยมันก็แพงอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถทำงาน part-time เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระได้ รายได้เฉลี่ยของการทำงาน part-time ที่นี่ขึ้นต่ำประมาณวันละ 50 AUD ทำงาน 3 วันก็ได้ค่าเช่าบ้านแล้วครับ ( ช่วงที่ผมเขียนอยู่ตอนนี้งานค่อนข้างเยอะ เพราะคนไทยขอวีซ่ายากกว่าเดิม ทำให้ขาดแรงงาน ) เพื่อนผมบอกว่าทำงานล้างจานที่นี่ 1 อาทิตย์ก็ได้หลุยวิกตองแล้ว ซึ่งมันก็จริง !! สำหรับผู้ที่คิดจะทำงานแล้วเก็บเงินไว้เป็นค่าเล่าเรียนด้วย ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้แต่เหนื่อยและลำบากมากๆครับ เพราะต้องทำงานวันละ 6 ชม แถมยังต้องอ่านหนังสือ ทำงานการบ้านและเข้าเรียน การเข้าเรียนมีผลกับ visa โดยตรง ถ้าหากเข้าเรียนไม่ครบ เราอาจจะโดนถอนวีซ่าได้

Brisbane City

ใจกลางเมือง Brisbane เหมือนสยามมีร้านค้าเยอะ แต่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย เดินแป๊บๆก็ทั่วแล้วครับ ปกติวัยรุ่นจะชอบมาเดินแถวนี้ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วัยรุ่นที่นี่ก็มีทั้งคนออสเตรเลียและชาติอื่นๆปนๆกัน

การกินอยู่และซ้อปปิ้ง

Brisbane ไม่มีที่ให้ช้อปปิ้งสักเท่าไหร่  ในเมืองมีห้างดังอยู่ไม่กี่ห้างคือ

  • David Jone เทียบได้กับพารากอนคือเน้นของแบรนด์เนม
  • Myer น่าจะอารมณ์ประมาณแบบเซ็นทัล
  • Queen Plaza

เท่าที่ผมสังเกตุดูส่วนมากเค้าจะเข้าห้าง Myer มากกว่า David Jone นะ เพราะมันมีของให้เลือกหลายอย่าง แล้วก็มีศูนย์อาหารเล็กๆ ในตัวห้าง ส่วน David Jone ผมไม่เจอศูนย์อาหาร (อาจจะมีแต่ผมหาไม่เจอก็ได้) เสื้อที่ Australia ถ้าเทียบกับเมืองไทยผมว่าเสื้อผ้าไทยสวยกว่าและราคาถูกกว่าเยอะมากๆ จะมีเสื้อผ้าที่ผมเห็นว่าโอเคหน่อยก็เสื้อผ้าของ Ripcurl และ Billabong , Quicksilver , Rusty ซึ่งก็จะมีร้านขายหลักๆคือ Citybeach  ของแบรนด์เนมที่นี่ราคาค่อนข้างแพง ยกเว้น แว่นตา กับน้ำหอม แต่ถ้าหากอยากจะซื้ออย่างอื่นเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะมีร้าน JB Hifi หรือกล้องถ่ายรูปก็จะมี Ted Camera

ส่วนของกินของใช้ก็มีซูปเปอร์มาเก็ตให้เลือกหลักๆคือ

  • Cole
  • Woolworths
  • ร้านขายของ Asia ( จีน , เกาหลี )

ของที่ Cole กับ Woolworths ราคาค่อนข้างถูก มันเหมือนๆกับ Big-C , Lotus บ้านเรานั่นเหละครับ มีของกิน ผัก เนื้อสัตว์หลายอย่างให้เลือกซื้อ ส่วนร้านขายของเอเซียอย่างร้านเกาหลี , จีน ก็หาได้ไม่ยาก ของส่วนมากในร้านเกาหลีจะราคาแพงยกเว้นบะหมี่เกาหลี และสินค้าที่มาจากเกาหลี ถ้าจะหาของไทยๆเช่นเครื่องปรุง หรือขนม ผมไม่แนะนำให้ซื้อร้านไทยแถว China Town เพราะของแพงมากๆ ให้ไปหาที่ร้านจีนที่ชื่อ กาโบโร่ บริเวณ China Town เหมือนกัน ดีกว่าครับของถูกกว่าเยอะมาก

อยู่นานหลายเดือนการทำกับข้าวกินเองประหยัดสุด ถ้าทำงานร้านอาหารไทยก็อาจจะได้ข้าวกลับมากินบ้านประหยัดเงินได้อีก หรือถ้าจะซื้อกินก็จะมีร้านอาหารหลักๆ คือ

  • ร้าน Sushi ซูชิที่นี่ส่วนมากจะเป็น มากิซูชิ คือข้าวพันด้วยสาหร่ายแท่งกลมยาวประมาณ 4 นิ้ว ข้างในมีใส้ต่างๆ เท่าที่ผมลองรสชาติซูชิที่นี่ไม่อร่อยเท่าไหร่ และเป็นอาหารที่ราคาถูกมากๆ ตกชิ้นละประมาณ 2 AUD
  • Sandwich & Berger เป็นอาหารนิยมอีกอย่าง มีร้าน McDonal , Hungry Jack ( จริงๆมันคือ Berger King ) , Subways , Mos Berger
  • ร้านอาหารไทย ราคาแพงมากๆ ถ้าเทียบกับอาหารญี่ปุ่นและอาหารจีนแล้ว อาหารไทยถือเป็นอาหารที่เกรดดีกว่า ( น่าภูมิใจ ) แต่บางร้านรสชาติไม่เหมือนอาหารไทยเลย
  • ร้านอาหารจีน ราคาไม่แพงเท่าไหร่หากินได้ง่าย ส่วนมากเป็นบะหมี่ ถ้าจะหาร้านอาหารจีนอร่อยกินต้องไปกินแถว Fortitude Valley หรือ Sunny bank
  • ร้านอาหารเกาหลี ราคาไม่แพง รสชาติอร่อยใช้ได้ ( ผมค่อนข้างแปลกใจที่อาหารเกาหลีที่นี่มีเยอะ และค่อนข้างอร่อย อาจจะเป็นเพราะคนเกาหลีเยอะมาก )
  • Pizza และ Kebab ก็เยอะเหมือนกัน รสชาติพิซซ่าค่อนข้างอร่อย แป้งไม่หนา ให้ชีสเยอะ  การกินพิซซ่าที่นี่จะไม่นิยมใส่ซอสมะเขือเทศและออริกาโน่เพราะเค้าถือว่าร้านปรุงมาอร่อยแล้ว และการใส่ซอสมะเขือเทศลงไปทำให้รสชาติเสีย ( ซึ่งผมก็ว่าจริง ) และเป็นอาหารอย่างเดียวที่ผมคิดว่าอร่อยกว่าเมืองไทย

เบียร์และเหล้าและผับ

การซื้อของมึนเมาในบริสเบนนั้นไม่เหมือนเมืองไทย ที่ไปซื้อ 7-11 หรือร้านขายของชำ ที่นี่จะมีร้านขายเหล้าโดยเฉพาะ เรียกว่า Liquor Shop หรือ Bottle Shop ร้านยอดนิยมที่มีสาขาต่างๆเยอะมากๆก็คือร้าน BWS ( Beer Wine Spirits ) ร้านพวกนี้จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกอย่างเช่น เบียร์ ซึ่งก็มีตั้งแต่ เบียร์ วิสกี้ ไวน์ ราคาก็ค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเราซื้อในปริมาณมากๆเช่น ซื้อเบียร์ 6 ขวด ราคาจะต่างกับซื้อขวดเดียวค่อนข้างมาก แล้วก็จะมีเครื่องดื่มแบบ mix เสร็จมาให้แล้วให้เลือกเยอะมาก เช่น Black Label แบบ mix สำเร็จ ที่ออสเตรเลียเค้านิยมดื่ม Wine มากกว่าแอลกอฮอล์ชนิดอื่น การดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะมีกฎหมายบังคับว่าห้ามกินในที่สาธารณะ นอกจากนี้ในร้านอาหารบางร้านก็สามารถซื้อเข้ามากินได้เหมือนกัน เค้าจะเรียกว่า BYO หรือ Bring Your Own  แต่จะคิดค่าเปิดขวด

บริเวณที่มีผับเยอะๆก็คือแถวๆ Fortitude Valley ( China Town ) มีหลายร้านให้เลือก ผับส่วนมากมีแต่ฝรั่งแต่ถ้าชอบผับที่มีคนเอเชียเยอะก็จะมีผับที่ชื่อ Reiji ( เรจิ ) การเที่ยวผับใน Brisbane ไม่ค่อยเหมือนกับบ้านเราเท่าไหร่ จะเริ่มคนเยอะตอนประมาณหลัง 4 ทุ่มแล้วก็เลิกเกือบเช้า ราคาเครื่องดื่มแพงมากๆ และเค้าก็กินกันเป็นแก้ว ไม่ได้ซื้อเหล้าเป็นขวดแล้วสั่ง mixer เหมือนไทย เช่นสมมติว่าอยากกิน วอดก้า ก็ไปสั่งที่เคาเตอร์ เค้าก็จะชงให้เป็นแก้วๆ พูดง่ายๆว่ากว่าจะเมา หมดเงินไปเยอะมากๆ เพลงที่เล่นก็จะเป็น DJ เปิดเพลงแนว Electronic , Techno ไม่ได้มีวงมาเล่นสด เหมือนอย่างทองหล่อ RCA ( มีบางร้านเล่นดนตรีสด แต่ส่วนมากจะเปิดเพลง ) ในผับที่นี่ไม่ได้มีโต๊ะเก้าอี้เบียดกันนะครับ ไม่มีโทรจองโต๊ะอะไรทั้งนั้น และมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก แต่จะมีพื้นที่ให้เต้นแบบเต็มที่ ทุกคนมาที่นี่จะเต้นแบบสุดๆ ฝรั่งชอบเต้น shuffle เยอะมากๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ต้องเก๊กหล่ออะไรทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับไทยเป็นอย่างมากที่คนไม่ค่อยเต้น เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วงว่าเราจะไปเหยียบตีนไอ้ปื้ดหรือไปมีเรื่องกับลูกผู้มีบารมีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามถ้าหากมีการทะเลาะในร้าน การ์ดจะเป็นคนเข้ามาหิ้วออกไป ( การ์ดตัวใหญ่มากๆ )

การเดินทาง

การเดินทางค่อนข้างสะดวกสะบายมากๆ ที่ Brisbane นั้นมีระบบคมนาคมทั้งหมด 3 ทาง ด้วยกันคือ รถไฟ รถเมล์ และ เรือ ( City Cat ) เราสามารถใช้บริการต่างๆเหล่านี้ได้ด้วยการซื้อบัตร 2 อย่างคือ

  • Go Card เป็นบัตรแข็งสีน้ำเงิน ซื้อได้ตามซูปเปอร์ทั่วไป การ์ดแบบนี้ใช้ระบบเติมเงินเหมือนๆ BTS บ้านเราครับ การเติมเงินก็เพียงแค่ไปที่ตู้เติมเงินซึ่งจะมีอยู่ในสถานีใหญ่ๆอย่าง King George ถ้าหากเราเป็นนักเรียนแบบ Full-time ( เรียนภาษาไม่ถือว่าเป็นนักเรียน Full-time ) เราจะมีสิทธิในการซื้อการ์ดแบบสีเขียว ซึ่งจะคิดราคาแค่ครึ่งเดียว บางคนอาจจะคิดว่า ก็ให้เพื่อนที่เป็นนักเรียนซื้อให้ก็ได้ แล้วก็แอบใช้เนียนๆ ผมบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า อย่าเสี่ยงเลยเพราะว่าจะมีการสุ่มตรวจบนรถ ถ้าหากเค้าเห็นว่าคุณใช้บัตรเขียว แล้วไม่มี student card ยืนยัน (บางทีเค้าโทรไปเชคกับทางมหาวิทยาลัยด้วย ) โดนปรับ 200 aud คิดเป็นเงินไทยก็ 6000 กว่าบาท แล้วถ้าจับได้อีกครั้งต่อไปก็จะเป็น 500 aud และสุดท้ายคือ 1000 ถ้ามากกว่านั้นเค้าอาจจะถอน visa
  • บัตรกระดาษ ซื้อได้ตอนขึ้นรถเลย แต่ราคาจะแพงการใช้การ์ดประมาณ 2 เท่า ต่อการเดินทาง 1 เที่ยว และมีเวลาใช้งาน 2 ชม.

การคิดค่าตั๋วในบริสเบนจะคิดเป็นโซนครับ เค้าจะมีการกำหนดพื้นที่ไว้เป็นส่วนๆ ใจกลางเมืองคือโซน 1 ถ้าห่างจากตัวเมืองหน่อยก็จะเป็นโซน 2 ( อย่างมหาวิทยาลัย UQ อยู่ในโซน 2 ) ถ้าไกลกว่านั้นก็เป็นโซน 3 , 4 , 5 ตามลำดับ คือหมายความว่าถ้าเราเดินทางจากจุด A โซน 1 ไปยังจุด B โซน 1 และเดินทางต่อไปยังจุด C โซน 1 ก็จะคิดราคาเพียงแค่ 1 ครั้งเพราะถือว่าอยู่ในโซนเดียวกัน และไม่จำกัดด้วยนะครับว่าจะใช้รถ เรือ หรือรถไฟ และที่พิเศษมากๆคือ ถ้าเราเดินทางด้วยรถไฟ จะมี Wifi ให้ใช้ฟรีด้วย ( เทียบกับการรถไฟไทยแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว )

ป้ายรถเมล์ใน Brisbane ไม่ใช่ว่าจะขึ้นหรือลงป้ายไหนก็ได้ เพราะรถเมล์แต่ละสาย จอดคนละป้ายกัน ฉะนั้นถ้าหากจะเดินทางไปไหนมาไหน เราต้องรู้ว่าต้องขึ้นที่ไหนละลงที่ป้ายอะไร ในแต่ละป้ายจะมีตารางบอกเวลาอย่างชัดเจนเลยว่า รถจะมากี่โมง ทำให้เรากำหนดเวลาล่วงหน้าได้เลย ไม่ต้องมาเสียเวลายืนรอนานๆ หรือถ้าไม่รู้ทางก็ถามคนขับ หรือจะหาเส้นทางจาก website ก็ได้ ที่ผมประทับใจมากๆเกี่ยวกับรถเมล์ก็คือ เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถแล้ว จะทักทายคนขับเช่น Hi , Hello , Good Morning และเมื่อลงก็ต้องบอก Thank you ด้วย หรือบางวันผมเดินขึ้นรถไปคนขับก็ทักทายผมว่า How are you 🙂 นอกจากนี้ถ้าหากมีผู้พิการขึ้นมากคนขับก็จะลงไปช่วยอำนวนความสะดวกเช่น ช่วยยกรถเข็น อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี Taxi ให้บริการแต่ค่าบริการค่อนข้างแพงมากๆ

สถานที่ต่างๆและย่านสำคัญ

ย่านสำคัญๆใน Brisbane มีอยู่ด้วยกันคือ

  • Brisbane City คือส่วนของใจกลางเมือง มีห้างร้านต่างๆ และเป็นศูนย์กลางของรถไฟ
  • South bank ที่นี่เปรียบเสมือนปอดของเมืองก็ว่าได้ เพราะว่ามีสวนที่สวยงาม และมีทะเลเทียม ( ทำเหมือนจริงๆนะ ) นอกจากนี้ยังมีที่สำหรับให้ทำ BBQ อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้ง Campus ของมหาวิทยาลัย Griffith ( ส่วนมากจะเป็นสาขา Art )
  • Fortitude Valley เป็นย่านการค้าที่สำคัญเปรียบเสมือน China Town เพราะมีร้านจีนเยอะมากๆ ทั้งร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ
  • Sunny bank เปรียบเสมือน China Town แห่งที่สอง เพราะแถบนี้มีแค่คนจีน แต่ก่อนคนจีนอยู่แถว Fortitude Valley แต่เนื่องจากราคาที่ดินแพงมาก ก็เลยย้ายมาอยู่แถว Sunny bank กันเยอะมากๆ

นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญต่างๆที่ควรไปเยี่ยมในบริสเบนเช่น Story Bridge , Suncorp Stadium , Cultural Center & Museum , Roma Street

 

UQ ( St. Lucia )

มหาวิทยาลัย University of Queensland แห่งนี้ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของออสเตรเลียเลยและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของ Queensland ก็ว่าได้ การเรียนการสอนที่นี่มีมาตรฐานสูง แต่ค่าเทอมค่อนข้างแพงกว่ามหาลัยอื่น พื้นที่มหาวิทยาลัยกว้างมากๆครับเดินไม่ทั่ว จำนวนนักศึกษาต่างชาติก็เยอะเหมือนกัน ผมคิดว่าที่นี่นักศึกษาส่วนมากเป็นคนออสเตรเลียนะครับ รองลงมาก็เป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ บางมหาวิทยาลัยในบริสเบนมีแค่เอเชียแทบจะหาคนออสเตรเลียไม่ได้ ที่ผมชอบมหาลัยนี้มากเพราะว่า

  • มีพื้นที่กว้างขวางมาก และมีต้นไม้เยอะมากๆ
  • มีกิจกรรมต่างๆมากมายให้ทำ สนามกีฬาเยอะมากๆ สระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล สนามเทนนิส มากมาย คนที่นี่ชอบออกกำลัยกายมากๆ
  • เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในบริสเบน ตึกสวยงามน่าเรียน
  • อุปกรณ์การเรียนการสอนดีมากๆ อินเตอร์เน็ท , คอมพิวเตอร์
  • มีร้านกาแฟ Merlo ร้านอาหารมากมายเช่น Subway , Pizza
  • ห้องสมุดดีมากๆ คอมพิวเตอร์เป็น imac ทั้งหมด
  • นักเรียนมาจากหลายชาติ รวมถึงออสเตรเลียด้วย
  • ระหว่างเรียนภาษามีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น BBQ Party

ข้อดีอีกอย่างของการเรียนภาษาที่ UQ นี้คือ เราสามารถใช้ internet และห้องสมุดของ มหาวิทยาลัยได้เต็มที่ ห้องสมุดที่ uq มีหลายห้องสมุด แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือห้องสมุด Biology ห้องสมุดที่นี่ไม่ค่อยมีหนังสือเป็นเล่มๆให้อ่าน ส่วนมากจะเป็นมีแค่คอมพิวเตอร์และที่ผมประทับใจมากคือ iMac ทุกเครื่อง 🙂

การเดินทางมายังมหาวิทยาลัยทำได้ 2 ทางคือรถเมล์ ซึ่งจะมีสถานีคือ UQ Lake กับ University Center และทางเรือ ส่วนตัวผมเดินมาโรงเรียนเพราะว่าบ้านที่ผมอยู่ ( Dutton Park ) ไม่ได้ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ระยะทางประมาณ 2 กิโล

Classes

ในวันแรกของการเรียนจะเป็นการแนะนำสถานศึกษาและอาจารย์ที่สอน เรียกว่า Orientation Day วันนี้จะมีการทดสอบภาษาอังกฤษด้วย เพราะว่าเค้าต้องการจะวัดระดับภาษาอังกฤษของนักเรียนว่าควรจะเข้าเรียนคลาสไหน โปรแกรมการสอนที่นี่จะแบ่งหลักๆเป็น 3 อย่างก็คือ

  1. General English ( GE ) เป็นภาษาอังกฤษทั่วๆไป มีเรียนฟัง พูด อ่านเขียน เหมือนกัน และจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 ระดับด้วยกัน ส่วนมากนักเรียนที่เรียน GE จะเป็นนักเรียนระดับ 5 กับ 6
  2. English For Academic Propose ( EAP ) เป็นภาษาอังกฤษสำหรับเตรียมตัวสอบ IELSE โดยเฉพาะ เน้นหนักสำหรับการทำข้อสอบ ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็นอีกสองระดับคือ EAP 1 สำหรับคนที่ได้คะแนนในช่วง 5 – 6 เพื่อจะสอบให้ได้ระดับ 6.5 ขึ้นไป ส่วนอีกโปรแกรมคือ EAP 2 เป็นระดับสูงหน่อยสำหรับคนทีอยากจะสอบให้ได้คะแนนเกิน 7
  3. Bridge Program คือคลาสสำหรับเตรียมตัวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนที่จะลงโปรแกรมนี้ได้จะต้องมีคะแนน IELSE มากกว่า 6 ขึ้นไปถึงจะลงเรียนได้ การเรียนการสอนจะเน้นไปทางการทำ Report การ Present สำหรับมหาวิทยาลัย

เมื่อสอบเสร็จเค้าก็จะประกาศผลว่าเราได้เรียนคลาสไหน ถ้าหากไม่พอใจอยากจะเปลี่ยนก็ทำได้เหมือนกัน อย่างเพื่อนผมได้เรียน EAP 2 แต่เค้ารู้สึกว่าการบ้านเยอะ ก็เลยลงเรียน EAP 1 แทน แต่ถ้าจะเรียนโปรแกรมที่สูงขึ้นก็ได้นะครับ แต่เค้าจะไม่แนะเพราะจะไม่รู้เรื่องและเบื่อในที่สุด

บรรยากาศในห้องเรียนถือว่าดีมากๆ อุปกรณ์การเรียนการสอนดีเยี่ยม เก้าอี้ โปรเจคเตอร์ อะไรต่างๆดีมาก เพื่อนร่วมห้องปกติแล้วจะปนๆกัน ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไทย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นโอกาสดีมากๆที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ และยังเป็นการฝึกการฟังอีกอย่างเพราะสำเนียงแต่ละชาติไม่เหมือนกันเลย (อาจารย์บอกว่าอย่าไปกังวลกับสำเนียงมากนักเพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา) สำหรับห้องที่ผมเรียนผมมีเพื่อนจากญี่ปุ่นกับจีนเยอะ  อาจารย์ที่สอนมีประสบกาณ์เยอะ สอนมาหลายปี ฉะนั้นถ้าหากไม่เข้าใจอะไรก็ไปถามได้ ส่วนห้องเรียนของผมพิเศษหน่อยตรงที่ทุกวันศุกร์ จะมี Morning Tea ซึ่งเป็นการร่วมกันทานของว่างกับเพื่อนร่วมห้อง โดยแต่ละคนจะนำขนมแต่ละชาติมาให้ทานกัน ( ผมเอาขนมเบื้องไปให้เพื่อนลองชิม )

Union Complex & Other Building

UQ เหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆใน Queensland ครับคือ มีโรงอาหาร แต่ที่นี่จะเรียก Union Complex หรือ Food Center มากกว่าที่จะเรียกว่า Canteen อาหารที่ขายก็มีให้เลือกไม่เยอะเท่าไหร่ มีประมาณ 5 ร้านค้าคือ Subway , Sushi , ร้านขายอาหารจีน ( Noodle ) และร้านขายข้าวราดแกง ราคาของกินโดยเฉลี่ยคือ 6-8 AUD รสชาติก็โอเค แต่ถ้าเทียบกับร้านอาหารในมหาวิทยาลัยในไทย ผมว่าในไทยร้านเยอะกว่ามากๆและราคาไม่แพง นอกจากร้านอาหารต่างๆแล้วก็จะมี Microwave และน้ำร้อน ให้ใช้ฟรี ดังนั้นช่วงกลางวันก็จะเห็นนักเรียนถือห่อข้าว มาต่อคิวรอ Microwave หรือไม่ก็ถือถ้วยบะหมี่มาเติมน้ำร้อน

มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีตึกสำคัญๆคือ The Great Court ซึ่งเป็นตึกที่สวยที่สุดในมหาวิทยาลัย เป็นอาคารขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตรงกลางมหาวิทยาลัย ช่วงวันหยุดจะเห็นคนมาถ่ายรูป wedding กันอยู่บ่อยๆ ภายในอาคารมีร้านกาแฟ Merlo ( เป็นร้านกาแฟดังของที่นี่ และรสชาติดีมากๆ ) และมีห้องสมุดของภาควิชา Social และใกล้ๆกันก็มี Art Museum ซึ่งเป็นอาคารกระจก อยู่ใกล้ๆกับ Great Court ส่วนอื่นๆของมหาวิทยาลัยจะเป็น สนามกีฬาต่างๆ และสระน้ำ ( มีเป็ดและนกเยอะมากๆ )

Activities

ที่มหาวิทยาลัย UQ มีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะมากๆ ส่วนมากก็จะเป็นกีฬา เพราะมีสนามกีฬาต่างๆให้เลือกเล่น เช่น ว่ายน้ำ ฟุตบอล รักบี้ คริกเกร็ต เป็นต้น ส่วนกิจกรรมอื่นๆที่ทาง ICTE-UQ ( สถาบันภาษา ) เป็นคนจัดก็จะมี BBQ Party ซึ่งเป็นกิจกรรมในอาทิตย์สุดท้ายของ course เหมือนเป็นการเลี้ยงส่งนักเรียน

  

บทสรุป

หากมีโอกาสได้มาเรียนภาษาที่  UQ หรือมหาลัยอื่นๆใน Brisbane เป็นโอกาสที่ดีมากๆครับ แต่ค่าเรียนอาจจะแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆใน Queensland หน่อย แต่คุ้มแน่นอนครับ และถ้าชอบความเงียบสงบ ธรรมชาติ อากาศดีๆ มาเรียนที่ Brisbane รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ 🙂

ปล. สำหรับคนที่หางานพิเศษทำ โดยทั่วๆไปแล้ว ร้านที่สามารถรับเราเข้าทำงานได้ง่ายกว่าที่อื่นๆก็คือร้านอาหารไทย  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ .. ถ้าร้านอาหารร้านใด บอกว่า ให้ทำลองดูก่อน 1-2 อาทิตย์ ผ่านแล้วถึงจะให้ค่าจ้าง .. ผมบอกเลยว่า โอกาสจะโดนโกงค่าจ้างนั้นสูงมาก เพราะโดยปกติแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็ต้องได้ค่าตอบแทน